วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม 2569

Login
Login

วิกฤติ 'ฮอร์มุซ' สะเทือนไทย 'น้ำมัน' ขาดแคลนจริงหรือ

วิกฤติ 'ฮอร์มุซ' สะเทือนไทย 'น้ำมัน' ขาดแคลนจริงหรือ

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เปิดฉากขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลกอย่างหนัก โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของการขนส่งน้ำมันโลก การขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันผ่านช่องแคบแห่งนี้มีปริมาณสูงถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก และกว่า 80% ของปริมาณดังกล่าวมีจุดหมายปลายทางมายังภูมิภาคเอเชีย
    วิกฤติตะวันออกกลางรอบปี 2569 นี้ องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินว่าหากมีการปิดช่องแคบแบบรุนแรง อาจทำให้น้ำมันหายไปจากตลาดโลกถึง 13-14 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันอาจทะยานไปถึง 110-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เป็นสิ่งที่น่ากังวลยิ่งสำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงถึง 51-55%

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงการคลัง ประเมินว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะฉุดรั้งการเติบโตของจีดีพี (GDP) ไทยให้ลดลง 0.2% และหากสงครามยืดเยื้อเกิน 1 เดือนจนทำให้การขนส่งหยุดชะงักและราคาน้ำมันพุ่งไปอยู่ที่ 115-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จีดีพีไทยอาจขยายตัวได้เพียง 1.3% เท่านั้นในปีนี้ นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกรุงศรียังเตือนว่าเศรษฐกิจไทยอาจเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) โดย GDP อาจลดลงจากกรณีฐาน 0.6-0.9% หากราคาพลังงานทรงตัวในระดับ 110-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    มีความเป็นได้ว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาด้วยการออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เพื่อดึงเงินจากหน่วยงานที่เบิกจ่ายไม่ทันหรือโครงการที่ชะลอได้มาไว้ที่งบกลาง ใช้แนวทางแบบช่วงโควิดปี 2563 ที่โอนงบได้ 88,452 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยระดมเงินทุนได้หลักหมื่นล้านบาทเพื่อใช้เป็นกลไกฉุกเฉินในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และลดภาระค่าครองชีพของประชาชน หากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงเกินกว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเกณฑ์การดึงงบจะเน้นไปที่ค่าใช้จ่ายสัมมนา การเดินทางต่างประเทศ และงบลงทุนที่ยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง
    ขณะที่กระทรวงพลังงานยืนยันตัวเลขสต็อกน้ำมันสำรองว่ามีใช้ได้ถึง 101 วัน และโรงกลั่นต่างๆ ยังคงเดินเครื่องกลั่นน้ำมันอย่างเต็มกำลังการผลิต ทว่ากลับมีปรากฏการณ์น้ำมันที่จัดสรรไปยังสถานีบริการลดลง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤตการณ์น้ำมันเชื้อเพลิง (ศบก.) เรียกทุกฝ่ายในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งโรงกลั่น ผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ค้าน้ำมัน และกลุ่ม Jobber เพื่อหารือเพื่อแก้ไขปัญหาโดยยึดหลักกติกาการค้าที่เป็นธรรม และจัดการกับความทับซ้อนในห่วงโซ่พลังงานอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและประชาชน เพราะเหตุการณ์“วิกฤติ”ในครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า การพึ่งพาพลังงานนำเข้าไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน รัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดเพื่อลดการพึ่งพิงฟอสซิล ให้สามารถอยู่รอดได้ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์