วันพุธ ที่ 18 มีนาคม 2569

Login
Login

ระวัง ‘สึนามิต้นทุน’ สงครามกระหน่ำปากท้องโลก

ระวัง ‘สึนามิต้นทุน’ สงครามกระหน่ำปากท้องโลก

สงครามอิหร่านที่ระเบิดความรุนแรงขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางทหารเท่านั้น แต่กำลังเปลี่ยนไปสู่ “สงครามบั่นทอนกำลัง” (War of Attrition) ที่มุ่งเป้าทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจผ่านเส้นทางพลังงานและโลจิสติกส์

    ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตเกิดเป็น “สึนามิต้นทุน” ที่เขย่าเศรษฐกิจโลก เพราะกระทบค่าครองชีพของประชาชนในทุกประเทศ แม้แต่ประเทศไทยก็คงไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้พ้น
    หัวใจสำคัญของวิกฤติครั้งนี้อยู่ที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นคอขวดพลังงานโลกที่ไทยพึ่งพาในการนำเข้าน้ำมันดิบถึง 50-60% และก๊าซ LNG อีก 20-30% เมื่อเส้นทางนี้ถูกกดดัน ต้นทุนค่าระวางเรือและประกันภัยจึงพุ่งสูงขึ้นถึง 50-140% แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนกลับไปยังอุตสาหกรรมหนักและภาคการผลิตอาหารที่ต้องแบกรับต้นทุนพลังงานมหาศาล เกิดเป็น “สึนามิต้นทุน” เช่น กระบวนการอบและแปรรูปอาหารในเยอรมนีที่ต้องใช้ก๊าซจำนวนมาก จนส่งผลให้ราคาอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ภาวะ “เงินเฟ้อจากต้นทุนผลักดัน” กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาสำหรับผู้บริโภคทั่วโลก ในเยอรมนี ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นเกือบ 38% เมื่อเทียบกับปี 2020 ขณะที่คนไทยเริ่มเผชิญกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทยอยปรับตัวแพงขึ้นตามต้นทุนขนส่งและค่าไฟฟ้า แม้รัฐบาลไทยจะพยายามใช้กองทุนน้ำมันเพื่อตรึงราคาดีเซล แต่หากสงครามยืดเยื้อจนเกินขีดความสามารถในการแบกรับหนี้ ประชาชนอาจต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติค่าครองชีพที่รุนแรงกว่าเดิมในสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว

    นอกจากภาคอุตสาหกรรมแล้ว “ภาคการท่องเที่ยว” ของไทยซึ่งเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลอย่างยุโรปต้องบินอ้อมหลบน่านฟ้าสงคราม ทำให้ค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น 25-45% คาดการณ์ว่าหากสงครามยืดเยื้อถึง 8 สัปดาห์ ไทยอาจสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท และเสี่ยงต่อการถูกหั่นเป้าหมาย GDP ในปี 2569 ลงให้ต่ำกว่า 2% ซึ่งสะท้อนถึงภาวะ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้
    อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตินี้ยังพอมีช่องว่างให้ผู้ประกอบการไทย เมื่อผู้นำเข้าในเยอรมนีหรืออีกหลายๆ ประเทศเริ่มมองหาสินค้าทดแทนที่มีความคุ้มค่า เช่น อาหารแปรรูป และสินค้าเกษตรจากเอเชีย แต่ภาพรวมในระยะยาวนั้น สงครามคือพิษร้ายที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภค รัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีมาตรการรับมือที่รวดเร็วและแม่นยำ ทั้งการบริหารจัดการพลังงานสำรองและการลดขั้นตอนทางราชการเพื่อบรรเทาต้นทุน เพราะผลกระทบจากความขัดแย้งที่ดูเหมือนไกลตัวในเชิงภูมิศาสตร์ ได้กลายเป็นสิ่งที่สะท้อนอยู่ใน “กระเป๋าเงิน” ของทุกคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว