วันพุธ ที่ 18 มีนาคม 2569

Login
Login

สงคราม-ภัยพิบัติ-โลกร้อน เตรียมรับด้วย Return on Resilience

สงคราม-ภัยพิบัติ-โลกร้อน เตรียมรับด้วย Return on Resilience

สวัสดีครับ

ยังไม่ผ่านพ้นไตรมาสแรกของปี 2026 ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน กับอิสราเอลและสหรัฐฯ ได้จุดชนวนที่สร้างแรงสั่นสะเทือนความมั่นคงทั้งด้านพลังงานและความมั่นคงด้านอาหารอีกครั้ง ความตื่นตระหนกในวิกฤติดังกล่าวยังถูกส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงินอย่างชัดเจน นอกจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์นี้แล้ว มีแนวโน้มว่าความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต เรียกได้ว่าเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือ “The Perfect Storm” อย่างแท้จริง หลายองค์กรจึงเริ่มตระหนักว่ากลยุทธ์ที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ คือการเพิ่มความเข้มข้นเกี่ยวกับนโยบายด้านการบริหารความเสี่ยงครับ

รายงานฉบับใหม่ของ World Economic Forum น่าสนใจมากครับ มีชื่อว่า “The Global Risks Report 2026” ฉบับที่ 21 ซึ่งได้ฉายภาพให้เห็นถึงประเด็นความเสี่ยงใน 3 ช่วงเวลา คือ ความเสี่ยงในปีนี้ อีก 2 ปีข้างหน้า และอีก 10 ปีข้างหน้า ในภาพรวมต้องบอกว่าน่ากังวลไม่น้อย สำหรับระยะสั้นด้านความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลมากที่สุด ขณะที่ในระยะยาว ความกังวลจะไปกระจุกอยู่ที่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมแทน อาทิ เหตุการณ์จากสภาวะอากาศสุดขั้ว การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อระบบโลก พูดง่ายๆ ช่วงนี้กลัวสงคราม ช่วงต่อไปกลัวภัยพิบัติจากโลกร้อน

คำถามที่ตามมาคือ องค์กรต่างๆ ควรทำอย่างไรหากมีความเสี่ยงรอบด้านเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ เราเคยพูดถึงการปรับตัวเพื่อรับมือความเสี่ยงทางกายภาพ หรือภัยคุกคามที่เกิดจากเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงในระยะยาว หรือ Climate Adaptation วันนี้ผมจึงขอหยิบยกแนวคิดหนึ่งที่มีความเชื่อมโยงกัน คือ Return on Resilience (RoR) ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดที่ช่วยเราประเมินว่า เม็ดเงินและทรัพยากรต่างๆ ที่เราลงทุนลงไปเพื่อเพิ่มความสามารถใน “การปรับตัว รับมือ และฟื้นตัว” จากวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นมีความคุ้มค่า คุ้มราคาที่ลงทุนไปอย่างไร 

เพื่อให้เห็นภาพชัดเราลองเปรียบเทียบสองเรื่องด้านบนกันแบบนี้ Climate Adaptation คือการปรับตัว (ทำ) เพื่อรับมือกับสภาพภูมิอากาศ โดยตอบคำถามว่าทำอย่างไรจะรับมือได้ แต่ RoR คือการวัด (ประเมินผล) โดยตอบคำถามว่าการปรับตัวที่ว่านั้นคุ้มค่าแค่ไหน เปรียบเหมือนเหตุการณ์ที่เราอยู่นอกบ้านแล้วฝนตกมาพอดี เราเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อร่ม (ลงมือทำ Climate Adaptation) ระหว่างนั้นเราถามตัวเองว่า การซื้อร่มจากร้านสะดวกซื้อ ช่วยให้เราไม่ป่วย ไม่เสียงานได้ขนาดไหน (วัดความคุ้มค่า RoR) เมื่อเห็นว่าคุ้มแน่ก็จ่ายเงินซื้อเลย

ที่ผ่านมา บริษัทหลายแห่งมองว่าการลงทุนด้านการเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติ เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงขึ้น ระบบเตือนภัย หรือการบริหารความเสี่ยงภายในองค์กร เป็นการ “เพิ่มต้นทุน” อย่างไรก็ตาม แนวคิดด้าน RoR นี้ช่วยประเมินให้เห็นว่าการลงทุนเพื่อรับมือกับความเสี่ยงนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีกต่อไป แต่จะเป็น “การลงทุนเพื่อความอยู่รอดและเติบโต” ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้ครับ

ไม่นานมานี้ สถาบัน World Resources Institute (WRI) องค์กรวิจัยระดับโลกได้นำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์จากการวิเคราะห์โครงการลงทุนด้านการปรับตัวและความยืดหยุ่นจำนวนกว่า 320 โครงการ ใน 12 ประเทศ รวมมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้นกว่า 133,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท) พบว่า เงินลงทุนในด้านการปรับตัวและความยืดหยุ่นทุก 1 ดอลลาร์ จะสร้างผลตอบแทนมากกว่า 10 ดอลลาร์ภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งหากคำนวณในมิติด้านผลตอบแทนรวม ตัวเลขอาจสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 44 ล้านล้านบาท) โดยอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ระหว่างร้อยละ 20-27 ซึ่งนับว่าไม่น้อยเลย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการคาดการณ์ว่าการลงทุนด้านการสร้างความเข้มแข็งในการรับมือและปรับตัวทั่วโลกอาจช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่ได้มากถึง 280 ล้านตำแหน่งภายในปี 2035 โดยมูลค่าตลาดนี้อาจพุ่งสูงกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ที่น่าสนใจคือในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเปราะบาง การลงทุนเพื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้สูงสุดถึงร้อยละ 15 ภายในปี 2050 โดยผลกระทบเชิงบวกในการลงทุนดังกล่าว จะขยายและครอบคลุมไปยังหลายภาคส่วน อาทิ ภาคพลังงานสะอาด เทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำ เกษตรกรรมที่ทนต่อสภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคต

นอกจากนี้ การลงทุนด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เช่น ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ไม่เพียงแต่จะช่วยในแง่เศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังช่วยสังคมได้อีกด้วย เนื่องจากการลงทุนนี้จะมีส่วนช่วยลดความเสียหายจากวิกฤต และช่วยให้การฟื้นตัวทำได้รวดเร็วขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ตัวอย่างเช่น การลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วมในเขตเมือง แม้ในช่วงแรกอาจใช้เงินจำนวนมาก แต่เมื่อคำนึงถึงผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว การ “จ่ายก่อน ใช้ทีหลัง” นี้จะสามารถช่วยบรรเทาความเสียหายต่อเศรษฐกิจและชีวิตประชาชนได้อย่างมหาศาล

ที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องและบ่อยครั้งยิ่งขึ้น ดังนั้น การผนวกหลักคิดด้านผลตอบแทนจากการเสริมสร้างความยืดหยุ่นนี้เข้าในนโยบายการบริหารองค์กรจะช่วยเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเงินและประชาสังคม จากการใช้แนวทางการรับมือภัยพิบัติในเชิงรับ เป็นการมุ่งเน้นรับมือในเชิงรุก ตามความเสี่ยงใหม่ๆ ถ้าทำได้จริง ไม่ว่าจะสงคราม ภัยพิบัติ หรือโลกร้อน เราน่าจะรับมือได้ดีขึ้นครับ