สองสัปดาห์ก่อนเขียนเรื่องความผันผวน และหนึ่งในประเด็นความเสี่ยงที่จะทำให้ตลาดเงินตลาดทุนไม่สดใสคือสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน
บทความยังไม่ทันตีพิมพ์ สงครามในตะวันออกกลางก็มาเร็วเกินคาด ทำให้ผู้ลงทุนส่วนใหญ่ตั้งตัวไม่ติด นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายต่างๆ ก็ทำให้ตลาดแปลผลและคาดการณ์ที่แตกต่างกัน ในสองสัปดาห์แรกหลังจากสงครามเริ่มต้น ตลาดลงทุนต่าง ๆ จึงผันผวนรายวันไปตามข่าว
เนื่องจากการขึ้นลงของราคาหลักทรัพย์และดัชนีตลาดหุ้นในภูมิภาคมีค่อนข้างสูง คือวันละ 2-10% ผู้ลงทุนมืออาชีพกลุ่มหนึ่งจึงสามารถซื้อขายทำกำไรระยะสั้นได้จากความผันผวนนี้ แต่ไม่แนะนำสำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่อาจไม่มีเวลาติดตาม หรืออาจทำใจตัดขายขาดทุนไม่ได้ หากทิศทางตลาดไม่เป็นไปตามคาด
ผู้ลงทุนทั่วไปควรรอจนฝุ่นหายตลบ หรือรอจนกว่าจะเห็นวี่แววว่า สงครามจะยืดเยื้อหรือไม่ เพราะมีหลายสาเหตุที่ต้องพิจารณาค่ะ ประการแรก สามปีที่ผ่านมาตลาดทุนโลกได้ให้ผลตอบแทนสูงทีเดียว (ยกเว้นตลาดไทย) หากคำนวณจากดัชนี MSCI World ผลตอบแทนรวมสามปี เท่ากับ 63.02% ตลาดหุ้นสหรัฐวัดด้วยดัชนี S&P500 ให้ผลตอบแทน 63.93% ตลาดหุ้นญี่ปุ่น วัดโดยดัชนีนิเคอิ เพิ่มขึ้น 73.64% และทองคำเพิ่มขึ้นมา 105.17% คือหากลงทุนมาระยะหนึ่งแล้ว ผู้ลงทุนก็ล้วนมีกำไร จึงไม่ยากที่จะตัดสินใจจะขายทิ้งโดยกำไรลดลงไปบ้าง เมื่อเทียบกับความไม่แน่นอนในอนาคตข้างหน้า เพราะฉะนั้น กลุ่มตกรถที่อยากจะเข้าไปช้อนซื้อ ต้องตระหนักถึงความจริงในข้อนี้ให้ดีว่า ราคาหลักทรัพย์สามารถปรับตัวลดลงได้อีก
ประการที่สอง แม้สงครามจะสิ้นสุดเร็วตามการคาดหมายของฝ่ายสหรัฐอเมริกา แต่โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ความหวาดระแวงกันและกันเพิ่มขึ้นอย่างมาก การตระหนักเรื่องการพึ่งพาตนเองที่ถูกกระตุ้นตั้งแต่ยุคโควิดระบาด ถูกย้ำเตือนอีกครั้งหนึ่งในตอนนี้ และโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตและค้าน้ำมัน/ก๊าซ ของประเทศแถบตะวันออกกลางเสียหายไปพอสมควร แม้สงครามจะจบเร็ว แต่ราคาน้ำมันจะยังคงตัวอยู่ในระดับสูงกว่าที่เราคาดการณ์เมื่อตอนต้นปี จะยังไม่ลดลงรวดเร็ว
แต่จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคตะวันออกกลาง สงครามจะยืดเยื้อ และจะมีความไม่สงบเกิดขึ้นอีกหลายปี ซึ่งก็จะทำให้โลกนี้ไม่เหมือนเดิม เว้นแต่ทุกฝ่ายจะระลึกได้ว่า “เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร” และให้อภัย เลิกราต่อกัน ซึ่งดูจากประวัติศาสตร์แล้ว คงเกิดขึ้นได้ยาก
ต้นทุนพลังงานที่สูงนี้ จะทำให้ต้นทุนการผลิตและบริการของกิจการต่าง ๆ เปลี่ยนไปจากการคาดการณ์เดิม เพราะฉะนั้น มูลค่าพื้นฐานของหุ้นและสินทรัพย์ต่าง ๆ ย่อมเปลี่ยนไปตามด้วย การคาดการณ์รายได้ ต้นทุน และกำไร จึงต้องเปลี่ยนไป
นอกจากนี้ โดรนและขีปนาวุธ จรวดป้องกันที่ยิงกันไปมา รวมถึงรถถัง เรือบรรทุกเครื่องบิน การทำลายล้างที่ก่อให้เกิดเพลิงไหม้ เช่น ยิงทำลายโรงกลั่น ทำงานถังเก็บเชื้อเพลิง ยิงทำลายโรงงานปิโตรเคมีต่างๆ ล้วนเป็นตัวเร่งให้ภาวะโลกร้อนเลวร้ายลง เกิดคาร์บอนและก๊าซพิษจำนวนมากมาย และเมื่อฝนตกลงมาก็กลายเป็นฝนกรดซึ่งเป็นอันตรายต่อทางเดินหายใจและหัวใจอีกด้วย
ประการที่สาม เมื่อน้ำมันและก๊าซ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตและบริการ คงตัวอยู่ในระดับสูง สมทบกับการขนส่งที่ลำบากขึ้น ห่วงโซ่การผลิตและบริการที่ถูกกระทบ ค่าครองชีพสำหรับทุกๆคนก็จะสูงขึ้นกว่าปกติ ทำให้รัฐบาลของทุกประเทศต้องพะวักพะวงกับการดูแลช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน นอกจากนี้ประเทศพี่ใหญ่หลายประเทศ ยังต้องเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคง งบประมาณที่จะใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งอื่นๆก็จะถูกทอนลง หรือต้องมีการกู้ยืมมากขึ้นโดยการออกพันธบัตร ทำให้ปริมาณพันธบัตรในตลาดเพิ่มขึ้น ส่งผลถึงอัตราดอกเบี้ยและราคาพันธบัตรด้วย
อัตราดอกเบี้ยของประเทศต่าง ๆ ในโลกที่คาดกันว่าจะอยู่ในขาลง ก็จะเปลี่ยนไป ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จะกดดันอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในทิศทาง “ยืน” กับ “ขึ้น”
ผู้ลงทุนจึงต้องลงทุนด้วยความระมัดระวัง และติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ดีนะคะ ว่าเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไรหลังจากนี้ เพราะเศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลกค่อนข้างมาก
สำหรับประเทศไทย เราเคยมองว่า หากเกิดความไม่สงบขึ้น ประเทศของเราซึ่งวางตัวเป็นกลาง มีประชาชนที่รักสงบ จะเป็นหลุมหลบภัยของผู้คนต่างๆได้ดี เรามีอาหารอุดมสมบูรณ์ (ถ้าปกป้องให้ดี ไม่ให้ต่างชาติมายึดและทำลายห่วงโซ่การผลิตและการค้าจนเสียหาย) ค่าครองชีพไม่สูง มีชื่อเสียงด้านบริการทางการแพทย์และสุขภาพ ฯลฯ เราย่อมมีโอกาสที่จะโดดเด่นเป็นทางเลือกของผู้รักความสงบด้วยกัน
หากรัฐบาลมองจุดนี้เป็นโอกาส ก็ควรเร่งวางแผนและโปรโมตนะคะ ที่สำคัญที่สุดคือการจัดการอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ และการทำให้น่าเชื่อถือ มีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน ทำผิด หลอกลวง เอาเปรียบ ผู้มาเยือน รัฐบาลไม่ต้องพยายามให้ผู้ประกอบการ ลดแลกแจกแถมนะคะ ของเราถูกหรือราคาสมเหตุสมผลอยู่แล้ว ขอให้บริหารจัดการให้มีความซื่อสัตย์ จริงใจ และมีการสุ่มตรวจสอบว่าไม่เอาเปรียบหรือฉวยโอกาสอยู่เป็นประจำ
เพื่อนชาวต่างอเมริกันเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อปลายปี 2567 พอทราบว่าประธานาธิบดีทรัมป์ชนะเลือกตั้ง เพื่อนเศรษฐีชาวอเมริกันของเขา ซื้อแพคเกจล่องเรือสำราญรอบโลก 4 ปี (พ.ศ. 2568-2571) เพื่อจะได้ไม่ต้องทนอยู่กับนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ที่ประธานาธิบดีคนใหม่จะนำมาใช้กับสหรัฐ เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งในสี่ ของวาระการดำรงตำแหน่ง ทุกคนก็รู้สึกว่า เขาคิดถูกมากเลยทีเดียว ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วมา ไม่ใช่เฉพาะกับคนอเมริกัน แต่รวมถึงชาวโลกด้วย มีเรื่องปวดหัวเกิดขึ้นทุกเดือนเลยก็ว่าได้
สำหรับบุคคล แต่ละคนต้องช่วยกันประหยัดคนละไม้ละมือค่ะ พลังงานเป็นของหายากแล้วในตอนนี้ ต้องใช้อย่างประหยัด รู้คุณค่า และประหยัดทั้งของตนเองและของส่วนรวมนะคะ เราต้องยืดการใช้สต็อกน้ำมันและก๊าซของเราให้ยาวนานที่สุด และหันมาใช้พลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น
อาหารการกินก็เช่นเดียวกัน ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และในภาวะสงคราม อาหารและน้ำเป็นสิ่งจำเป็น ต้องกินและใช้อย่างรู้คุณค่า เผื่อแผ่และแบ่งปันให้กับผู้เดือดร้อน และท่ามกลางโลกที่มีวามวุ่นวาย ผันผวน ประเทศของเราก็จะยังคงความน่าอยู่ได้ต่อไป
เป็นกำลังใจให้ทุกท่านค่ะ สู้สู้ นะคะ





