เมื่อเร็ว ๆ นี้ตลาดหลักทรัพย์ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการถือหุ้นในลาดหลักทรัพย์ของชาวต่างประเทศว่า ผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นรวมสูงเพิ่มขึ้นมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาจนขึ้นมาถึงจุดสูงสุดใหม่ที่ 5.61ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 35.7% ของหุ้นทั้งหมดในตลาดเมื่อปลายปีที่แล้ว และพอถึงสิ้นเดือนมกราคมปีนี้คือปี 2569 เพียง 1 เดือน มูลค่าหรือ Market Cap. ที่ถือโดยชาวต่างชาติก็เพิ่มขึ้นอีกเป็น 6.11 ล้านล้านบาท
บทความยังบอกด้วยว่าปี 2568 นักลงทุนต่างชาติซื้อ-ขายหุ้นถึง 10.5 ล้านล้านบาทคิดเป็นประมาณ 52.8% ของปริมาณการซื้อ-ขายทั้งหมดของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตัวเลขระดับเกิน 50% นี้ก็เป็นมาตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงบทบาทการครอบงำของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย และปริมาณการซื้อ-ขายทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 1.83 เท่าของการถือหุ้นเฉลี่ย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคึกคักของนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อ-ขายหุ้นในตลาดที่ทำให้สภาพคล่องของหุ้นไทยสูงมาก
ผมอ่านจบแล้วก็รู้สึกเหมือนกับว่านักลงทุนต่างชาติกำลัง “กลับมา” เพราะในบทความยังมีอีกย่อหน้าหนึ่งที่บอกว่าปี 2568 นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิไป 1.07 แสนล้านบาทเพื่อ “ทำกำไรระยะสั้น” เพราะตัวเลขปี 2569 ตั้งแต่ต้นปีต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท และเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ต่างชาติก็ซื้อสุทธิไปถึง 54,471 ล้านบาท ซึ่งทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปแรงมากระดับ “ดีที่สุดในโลก” ในช่วงเดือนนั้น
พออ่านจบ แน่นอนว่าผมยังไม่เชื่อ ผมเป็นคนขี้สงสัย เพราะความเชื่อของผมตลอดมาก็คือ ในช่วงน่าจะประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติมักจะเป็นผู้ขายหุ้นสุทธิปีหนึ่งเฉลี่ยในระดับแสนล้านบาท รวม ๆ แล้วน่าจะขายหุ้นไทยทิ้ง 1 ล้านล้านบาทแล้ว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ขายทิ้งอย่างหนัก คือปี 2568 ประมาณ -1.07 แสนล้านบาท ปี 2567 -2.2 แสนล้านบาท และปี 2566 ขาย -2.4 แสนล้านบาท ซึ่งก็มีส่วนทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาติดต่อกัน 3 ปี
แล้วทำไมบอกว่าช่วง 3-4 ปีมานี้ชาวต่างชาติถือหุ้นไทยเพิ่มขึ้นสูงที่สุดถึง 35.7% ตอนสิ้นปี และสิ้นเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นไปอีกมาก? “ฝรั่ง” กลับมาตอนไหน? ไหนว่าฝรั่งหนีจากตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยถดถอยลงอย่างถาวรเพราะคนไทยแก่ตัว ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจสังคมแก้ไขไม่ได้ ทำไมนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นเพิ่มขึ้น?
คำตอบของผมก็คือ ที่ต่างชาติถือหุ้นเพิ่มขึ้นในช่วง 3-4 ปีมานี้ ไม่ได้ถือเพิ่มเพราะเขามาซื้อหุ้นไทยเพิ่มหรอกครับ เขาขายมาตลอดและขายมากด้วย แต่ที่เห็นตัวเลขเพิ่มขึ้นนั้นน่าจะมาจากการที่หุ้นบางตัวที่ต่างชาติถืออยู่มากมีราคาเพิ่มขึ้นมากแบบมโหฬาร ตัวหนึ่งก็คือหุ้น DELTA ที่เมื่อสิ้นปี 2565 มีมูลค่าหุ้น 1.04 ล้านล้านบาท แต่เมื่อถึงสิ้นปี 2568 กลายเป็น 2.16 ล้านล้านบาท และแค่ไม่กี่เดือนถึงวันที่ 13 มีนาคม 2569 มี market Cap. ถึง 3.18 ล้านล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 1.12 ล้านล้านบาทในเวลา 3 ปี จากปี 2565-2568 และเพิ่มขึ้นอีก 1.02 ล้านล้านบาทในเวลาเพียงไม่ถึง 3 เดือน
ในขณะที่ตัวเลขการถือหุ้นของชาวต่างชาติเมื่อสิ้นปี 2565 เท่ากับ 6.02 ล้านล้านบาท สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 5.61 ล้านบาท หรือลดลง -0.41 ล้านล้านบาท และเมื่อสิ้นมกราคม 2569 อยู่ที่ 6.11 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 0.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้น DELTA ที่ถือโดยชาวต่างชาติที่เป็นเจ้าของในระดับกว่า 50% ขึ้นไปของบริษัท
ผลอีกด้านหนึ่งก็คือ เนื่องจากหุ้น DELTA ที่ถือครองโดยชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ถึง 60-70% ขึ้นไป เติบโตขึ้นไปมาก ในขณะที่หุ้นตัวอื่น ๆ ทั้งตลาดนั้นแทบไม่โตเลย นั่นทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติปรับตัวขึ้นจากปี2565 ที่ 29.5% กลายเป็น 35.7% ของหุ้นทั้งหมดเมื่อสิ้นปี 2568 และทำให้คนไทยโดยเฉพาะที่เป็นคนดูแลตลาดหุ้น “ดีใจ” ที่ฝรั่งหรือชาวต่างชาติ “สนใจ” และเข้ามาถือหุ้นไทยมากขึ้นมาก
ผมเองก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจกับการที่หุ้นที่ชาวต่างชาติถือมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นมากโดยที่เขาไม่ได้ซื้อหุ้นไทยเพิ่มเลย ส่วนใหญ่ขายด้วยซ้ำ
สรุปก็คือ ต่างชาติที่เป็น “นักลงทุน” นั้น ในช่วงอย่างน้อย 3 ปีที่ผานมาไม่ได้ซื้อหุ้นไทยสุทธิเลย เน้นขายเป็นหลัก และทำให้หุ้นตกหนักมาก แต่ในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2569 พวกเขาก็กลับมาซื้อโดยเฉพาะในช่วงมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ซื้อหุ้นรวมกันเกือบ 60,000 ล้านบาทและทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงลิ่วถึงประมาณเกือบ 20% แต่ในเดือนมีนาคมกลับมาขายสุทธิแบบ “Take Profit” หรือทำกำไรระยะสั้นทำให้หุ้นตกกลับลงมาเหลือกำไรประมาณ 12% นับจากต้นปี 2568
ส่วนประเด็นเรื่องที่ต่างชาติซื้อ-ขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยสูงมาก คิดเป็นกว่า 50% ของการซื้อ-ขายรายวันนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร” ในหุ้นไทยขนาดใหญ่น่าจะไม่เกิน 20 ตัวที่มีสภาพคล่องสูง และการเทรดน่าจะใช้โปรแกรมเทรดหุ้นที่ทำได้เร็วและสามารถกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นได้ อานิสงค์จากการที่ค่าคอมมิชชั่นในการเทรดนั้นต่ำมากและน่าจะต่ำกว่าในหลาย ๆ ตลาดในเอเชีย ทำให้เป็นที่นิยมของนักเก็งกำไรจากการเทรดหุ้นจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม นี่ก็ช่วยให้ตลาดไทยมีสภาพคล่องที่ดีและอาจจะทำให้นักลงทุนโดยรวมยังสนใจซื้อ-ขายหรือลงทุนในตลาดหุ้นทั้ง ๆ ที่ “พื้นฐานของธุรกิจ” อาจจะไม่ดีนัก
ข้อสรุปอีกประเด็นหนึ่งที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะนักเก็งกำไรในการเทรดหุ้นเชื่อก็คือ ต่างชาติมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมาก ช่วงที่เขาซื้อหุ้นสุทธิ ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นจะวิ่งขึ้นตามขนาดหรือปริมาณการซื้อสุทธิ ในทางตรงกันข้าม ถ้าพวกเขาขาย ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นก็จะตกลงตามปริมาณที่พวกเขาขายสุทธิ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาช้านาน ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นในระดับแค่ทางวิชาการและเป็นช่วงที่ฝรั่งยังไม่แอ็คทิพด้วยซ้ำ ผมยังจำได้ว่าความสัมพันธ์คร่าว ๆ ก็คือ “ฝรั่งซื้อสุทธิ 1,000 ล้านบาท ดัชนีจะเพิ่มขึ้น 7 จุด” นั่นคือเมื่อหลายสิบปีก่อน
ลองมาดูข้อมูลย้อนหลังแบบไม่ต้องศึกษาข้อมูลทางสถิติก็คือ เหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2541 หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ว่าตลาดหรือดัชนีหุ้นเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับการซื้อหรือขายสุทธิของต่างชาติ
ช่วงแรกคือช่วงเศรษฐกิจและตลาดหุ้นฟื้นตัว ตั้งแต่ปี 2541-2550 ซึ่งก็คือปีก่อนซับไพร์ม นี่คือช่วงที่ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นที่มีราคาถูกมากอานิสงส์จากการที่ดัชนีหุ้นตกลงมาเกือบ 90% จากจุดสูงสุดเนื่องจากวิกฤติ เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว ในแง่หุ้นรายตัวก็คือ กลุ่มแบ้งค์ฟื้นตัวและมีการปรับโครงสร้างทุนและการบริหารงาน ปริมาณการซื้อหุ้นของต่างชาติสุทธิมากถึง 900,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นยุคทองของ Fund Flow จากต่างชาติ
ดัชนีตลาดหุ้นเคยตกต่ำลงเหลือเพียงประมาณ 200 จุดในปี 2541และขึ้นไปถึง 900 จุดในปี 2550
ยุคที่ 2 คือช่วงปี ซับไพร์ม 2551-2555 นี่คือช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินของอเมริกา Fund Flow มีทั้งเข้าและออก โดยรวมเป็นซื้อสุทธิของต่างชาติประมาณ 200,000 ล้านบาท และนี่ก็คือ ยุคทองของตลาดหุ้นไทยและของ VI ไทย
ดัชนีตลาดหุ้นเคยตกต่ำลงถึง 400 จุดในปี 2551 และขึ้นไปถึง 1,400 จุดในปี 2555
ยุคที่ 3 คือช่วงที่เศรษฐกิจไทยเริ่มอิ่มตัวจากปี 2556-2560 นี่คือช่วงที่ต่างชาติเริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างจริงจัง โดยรวมแล้วพวกเขาขายหุ้นสุทธิประมาณ 250,000 บาท และนี่ก็คือช่วงที่ประเทศไทยเริ่มมีปัญหาทางการเมืองอย่างรุนแรง เศรษฐกิจเริ่มโตช้าลงมาก ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีนและเวียตนาม ต่างก็เข้ามาแข่งขันในการค้าขายระดับโลก
ดัชนีตลาดหุ้นในช่วงนี้ไม่ได้ไปไหนเป็นเวลาหลายปี อยู่ที่ประมาณ 1,400-1,600 จุด
ยุคสุดท้ายคือยุคปัจจุบัน ปี 2561-2569 นี่คือยุคที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ที่เศรษฐกิจลดลงอย่าง “ถาวร” กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่ำมาก เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของอเมริกาดีทำให้ต่างชาติไม่สนใจตลาดไทย ยอดขายสุทธิช่วงนี้สูงถึง 800,000 ล้านบาท ดัชนีตลาดหุ้นไม่ไปไหนกว่า 10 ปี กลายเป็น Loss Decade
ดัชนีตลาดหุ้นอยู่ที่จุดสูงสุด 1,800 จุด ในช่วงเริ่มแต่หลังจากนั้นก็ลดลงอย่างต่อเนื่องถึงล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 1,400 จุด
ความหวังที่กระแสเงินหรือ Fund Flow จากต่างชาติจะกลับตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้นั้น ดูเหมือนว่าจะสูงขึ้นบ้าง อาจจะด้วยเพราะการเมืองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลังยุครัฐประหารและการที่หุ้นในตลาดอื่น ๆ ที่ดีมากมาหลายปีเริ่มจะหยุดลง ทำให้ต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นในตลาดไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในเดือนมีนาคมที่เกิดสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอลก็ทำให้แนวโน้มนี้สะดุดลง เราคงต้องดูกันต่อไปว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร และนักลงทุนต่างชาติจะกลับมาไหม
เพราะสำหรับการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นได้นั้น ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการซื้อหุ้นสุทธิของต่างชาติอย่างเป็นเรื่องเป็นราว พวกเขาแทบจะครอบงำการซื้อ-ขายลงทุนในตลาดหุ้นไทยไปแล้ว





