สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากการเปลี่ยนผ่านผู้นำสูงสุดของอิหร่านมาสู่ “อยาตอลเลาะห์ เซยิด มอจตาบา ฮอสเซนี คาเมเนอี” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าอิหร่านจะไม่ยอมถอยให้กับผู้รุกราน
ขณะที่อิสราเอลประกาศกร้าวจะทำลายล้างผู้ปกครองอิหร่านอย่างไม่ปรานี ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนต์และเวสต์เท็กซัสพุ่งทะยานแตะระดับ 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายวันครั้งประวัติศาสตร์ สำหรับประเทศไทยนี่ไม่ใช่เพียงแค่ข่าวต่างประเทศหรือหนังสงคราม แต่คือ “สึนามิทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐบาลต้องเร่งวางยุทธศาสตร์รับมืออย่างเร่งด่วน
ประการแรกที่รัฐบาลต้องเผชิญคือ “พายุเงินเฟ้อรอบใหม่” กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้เตือนชัดเจนว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 10% ต่อเนื่องทั้งปี จะฉุดให้เงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้นถึง 40 จุดเปอร์เซ็นต์ สำหรับไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ “Stagflation” หรือเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากไม่มีการเตรียมพร้อม รัฐบาลต้องตระหนักว่านี่คือ “สภาวะปกติใหม่” (New Normal) ที่ความผันผวนจะกลายเป็นเรื่องถาวร
ประการต่อมาคือ “ความมั่นคงทางพลังงานในระยะสั้นและระยะยาว” แม้ข้อมูลจากรัฐบาลจะระบุว่ามีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้ 60-95 วัน แต่คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ได้ส่งสัญญาณเตือนว่าราคาน้ำมันที่แตะ 100 ดอลลาร์ อาจทำให้ราคาขายปลีกในประเทศพุ่งสูงขึ้นกว่าปัจจุบันถึง 6 บาทต่อลิตร ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนสินค้าและภาคขนส่งโดยตรง รัฐบาลต้องมีมาตรการคุมเข้มการกักตุนน้ำมัน และตรวจสอบสต็อกรายวันอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการฉวยโอกาส
ในเชิงนโยบาย รัฐบาลไทยจำเป็นต้อง “คิดถึงสิ่งที่คาดไม่ถึง” ตามคำแนะนำของไอเอ็มเอฟโดยการสร้าง “กันชนทางเศรษฐกิจ” และลงทุนในระบบที่ยืดหยุ่น ข้อเสนอของกมธ.พลังงาน เรื่องการพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าที่หมดอายุเพื่อรักษาเสถียรภาพ หรือการเร่งศึกษาพลังงานทางเลือกจากขยะ วัสดุเกษตร ไปจนถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (เอสเอ็มอาร์) ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดในการลดการพึ่งพานำเข้าพลังงานจากพื้นที่ขัดแย้ง
สุดท้าย หัวใจสำคัญคือการบริหารความเชื่อมั่น รัฐบาลต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาถึงความจำเป็นในการประหยัดพลังงาน ประเทศไทยเคยผ่านสถานการณ์เช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง สงครามในตะวันออกกลางรอบนี้คือบททดสอบว่า รัฐบาลไทยจะสามารถนำพาประเทศผ่านพ้นแรงกระแทกจากความไม่แน่นอนของโลกได้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้กลไกเศรษฐกิจพังทลายไปตามราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเกินควบคุม ถึงเวลาแล้วที่ผู้กำหนดนโยบายต้อง “ตื่น” และ “ตอบโต้” วิกฤตินี้ด้วยความกล้าหาญและวิสัยทัศน์ที่เท่าทันโลก





