วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม 2569

Login
Login

“วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ 2026: เมื่อเส้นเลือดใหญ่โลกถูกตีบตัน และชะตากรรมเศรษฐกิจไทยในวันที่พลังงานขาดแคลน”

“วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ 2026: เมื่อเส้นเลือดใหญ่โลกถูกตีบตัน และชะตากรรมเศรษฐกิจไทยในวันที่พลังงานขาดแคลน”

โลกกำลังเผชิญกับบททดสอบทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ การปิดตัวลงของ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในเดือนมีนาคม 2026 ไม่ใช่เพียงแค่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง แต่มันคือการสั่นคลอนความมั่นคงทางพลังงานของมวลมนุษยชาติ เมื่อเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% และก๊าซ LNG อีก 20% ของโลกถูกตัดขาด ผลกระทบระลอกคลื่น (Ripple Effect) ได้ซัดเข้าหาทุกภูมิภาค โดยเฉพาะเอเชียที่เป็น “จุดเปราะบางที่สุด”

สำหรับประเทศไทย วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่แพงขึ้น แต่มันคือโจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย “ความอยู่รอด” ของระบบเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ

1. ฉากทัศน์วิกฤตโลก: เมื่อความมั่นคงพลังงานกลายเป็นอดีต

การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบทันทีต่อตลาดโลก ราคาน้ำมันดิบ $80-85 ต่อบาร์เรล อาจจะพุ่งทะยานทะลุ $100 และมีแนวโน้มจะแตะ $150 หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

เอเชียในภาวะช็อก : ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต้องเริ่มปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกมาประทังชีวิต ขณะที่อินเดียต้องเผชิญกับวิกฤตภาคเกษตรเพราะขาดแคลนปุ๋ยยูเรียที่นำเข้าจากภูมิภาคนี้

๐ ยุโรปและเงินเฟ้อ : หลังจากบอบช้ำจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ยุโรปต้องมาเจอ “วิกฤติก๊าซระลอกใหม่” เมื่อ LNG จากกาตาร์ส่งมอบไม่ได้ ราคาก๊าซพุ่งขึ้นเท่าตัว ซ้ำเติมด้วยค่าระวางเรือที่แพงระยับจากการต้องเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป

๐ ความพยายามของ OPEC+: แม้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะมติเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีกกว่า 2 แสนบาร์เรลต่อวัน แต่ปัญหาไม่ใช่ “ปริมาณที่บ่อน้ำมัน” แต่คือ “ทางออกที่ถูกปิด” น้ำมันสำรองส่วนใหญ่ยังคงถูกขังอยู่ภายในอ่าวเปอร์เซีย

2. นัยสำคัญต่อประเทศไทย: วิกฤตค่าไฟและน้ำมันสำรอง

ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก โดยเฉพาะก๊าซ LNG เพื่อผลิตไฟฟ้า เมื่อช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลง “ค่าไฟ” จึงกลายเป็นระเบิดเวลาลูกสำคัญ

ก่อนวิกฤติ เรากำลังจะได้รับ “ของขวัญปีใหม่” ด้วยค่าไฟที่ถูกลง แต่ปัจจุบันฉากทัศน์เปลี่ยนไปสิ้นเชิง การที่ก๊าซจากกาตาร์ส่งมาไม่ได้ บีบให้ไทยต้องเข้าสู่ตลาดจร (Spot LNG) ที่ราคาผันผวนและสูงกว่าเดิมมหาศาล หากรัฐบาลไม่นำงบประมาณนับหมื่นล้านบาทมาพยุง หรือ กฟผ. ไม่ยอมรับภาระหนี้เพิ่ม เราอาจได้เห็นค่าไฟดีดตัวไปแตะ 4.15 - 4.50 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมและค่าครองชีพอย่างรุนแรง

เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยร้อยละ 50 ของปริมาณนี้ส่งตรงมาจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบดังกล่าว

ในระยะสั้น ไทยจะไม่เผชิญภาวะ “ขาดแคลน” ทันที เนื่องจากมีน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์และเชิงพาณิชย์ครอบคลุมประมาณ 60 วัน พร้อมมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันเพื่อสงวนใช้ในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดคือ “ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า” ที่จะพุ่งสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก ซึ่งจะกดดันเงินเฟ้อและดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนัก

หากวิกฤติยืดเยื้อเกิน 2 เดือน ไทยจำเป็นต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่จากแอฟริกาและอเมริกาเพื่อทดแทนส่วนที่หายไปวันละ 5 แสนบาร์เรล มิเช่นนั้นเศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยจากการขาดแคลนเชื้อเพลิงพื้นฐาน

3. ทางแก้ระยะสั้น: ปฏิบัติการ “เติมน้ำมันสำรอง” และการทูตพลังงานเพื่อนบ้าน

รัฐบาลไทยได้เริ่มขยับตัวอย่างรวดเร็วผ่านนโยบาย “Energy Diversification” หรือการกระจายความเสี่ยง ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องในยามวิกฤติ

ยุทธศาสตร์แอฟริกาตะวันตกและบราซิล

ไทยได้ตัดสินใจสั่งซื้อน้ำมันดิบเกรดพรีเมียมอย่าง Qua Iboe (ไนจีเรีย) และ Palanca Blend (แองโกลา) รวมถึงเกรด Tupi จากบราซิล รวมกว่า 5-7 ล้านบาร์เรล ล็อตใหญ่นี้มีกำหนดเทียบท่ามาบตาพุดและแหลมฉบังในช่วงปลายเดือนเมษายน 2026 แม้ค่าขนส่งจะสูงขึ้นและใช้เวลาเดินทางนานกว่าเดิมเกือบเท่าตัว (35-45 วัน) แต่ไทยมองว่าเป็น “ค่าประกันความเสี่ยง” ที่คุ้มค่าเพื่อรักษาเพดานน้ำมันสำรองให้อยู่ที่ระดับ 60 วัน ต่อไปได้

มาเลเซีย: พันธมิตรที่ “ใกล้แต่ไม่พอ” :

มาเลเซียคือทางออกที่คุ้มค่าที่สุดในเชิงราคา (Low Freight) และคุณภาพ (Sweet Crude) แต่ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือ มาเลเซียขายให้เราจน “เกือบหมดโควตา” แล้ว และเขาก็ต้องเก็บไว้ใช้เองในประเทศ ดังนั้น มาเลเซียจึงเป็นเพียง “ผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง” แต่ไม่สามารถเป็น “ผู้แทน” ตะวันออกกลางได้ทั้งหมด

มาตรการเร่งด่วนในประเทศ :

๐ ระงับการส่งออกน้ำมันดิบ : สั่งการให้บริษัทที่ขุดเจาะได้ในอ่าวไทยส่งเข้าโรงกลั่นในประเทศทั้งหมด

๐ บริหารจัดการคลังน้ำมัน : ใช้พื้นที่มาบตาพุดและแหลมฉบังเป็นฐานรับน้ำมันล็อตใหญ่แบบ Just-in-Time และเตรียมแผนใช้เรือบรรทุกน้ำมันเป็นคลังสำรองลอยน้ำ (Floating Storage) หากถังบนบกเต็ม

4. ทางแก้ระยะยาว: สู่ความมั่นคงที่ยั่งยืน

วิกฤติ 2026 สอนให้เรารู้ว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” บนฐานฟอสซิลที่ขึ้นอยู่กับเส้นทางภูมิศาสตร์เดียวนั้นเปราะบางเพียงใด ทางแก้ที่ยั่งยืนของไทยประกอบด้วย 3 เสาหลัก:

1.Strategic Petroleum Reserve (SPR) ที่แข็งแกร่งขึ้น : ไทยต้องขยายขีดความสามารถในการสำรองน้ำมันดิบให้มากกว่า 60 วัน และต้องกระจายแหล่งที่มาผ่านสัญญาจัดซื้อระยะยาว (Long-term Contract) กับแหล่งน้ำมันในซีกโลกตะวันตก เช่น สหรัฐฯ และละตินอเมริกา เพื่อไม่ให้ชีวิตต้องขึ้นอยู่กับช่องแคบฮอร์มุซเพียงอย่างเดียว

2. การเร่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อน (OCA) : ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ JDA ไทย-มาเลเซีย ที่ต้องเร่งการผลิตให้เต็มเพดาน หรือพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ที่ต้องกล้าตัดสินใจทางการเมืองเพื่อนำทรัพยากรก๊าซธรรมชาติขึ้นมาใช้ก่อนที่โลกจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงานสะอาดโดยสมบูรณ์

3. Energy Transition (การเปลี่ยนผ่านพลังงาน) : นี่คือคำตอบสุดท้าย รัฐบาลต้องเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ และการพิจารณาพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อลดการนำเขาก๊าซ LNG จากตลาดโลกที่ควบคุมไม่ได้