เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยปัจจัยที่เขย่าตลาด ตั้งแต่คำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ที่ระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถใช้กฎหมาย IEEPA เพื่อออกคำสั่งเก็บภาษีนำเข้าได้ ส่งผลให้ต้องหันไปพึ่งมาตราอื่นแทน แม้ประเด็นภาษียังไม่สิ้นสุด แต่ตลาดมองว่าโอกาสเห็นมาตรการที่ “รุนแรงกว่าเดิม” ลดลง และนโยบายภาษีอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองมากกว่าเป็นอาวุธหลัก นอกจากนี้ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงสถานการณ์อิหร่าน ดันราคาน้ำมันขึ้น ส่วนการเลือกตั้งในญี่ปุ่นและไทยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อหุ้นในประเทศจากความคาดหวังนโยบายเศรษฐกิจใหม่และเสถียรภาพที่ดีขึ้น แต่ประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการปรับลงแรงของหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มซอฟต์แวร์
ตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มเห็นการสับเปลี่ยนผู้นำชัดเจน กระแสเงินไหลออกจากกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะซอฟต์แวร์แบบ SaaS ไปสู่หุ้นคุณค่า หุ้นวัฏจักร และภูมิภาคนอกสหรัฐฯ ที่มีความแน่นอนของรายได้มากกว่าและมีความเสี่ยงด้านมูลค่าประเมินต่ำกว่า สาเหตุสำคัญคือ “ความไม่มั่นใจในการทำเงินของ AI” นักลงทุนเริ่มมองหาหลักฐานว่าเม็ดเงิน Capex มหาศาลของบริษัทใหญ่ ๆ จะให้ผลตอบแทนจริง มากกว่าเป็นเพียงเรื่องราวการเติบโตเหมือนสองปีที่ผ่านมา
ข้อมูลกระแสเงินไหลเข้า ETF สะท้อนภาพนี้ชัดเจน: เงินไหลเข้าสินทรัพย์นอกสหรัฐฯ ราว 39.7 พันล้านดอลลาร์ และไหลเข้าหุ้นโลกสูงถึง 32.4 พันล้านดอลลาร์ เป็นระดับประวัติการณ์ สะท้อนว่าตลาดกำลังกระจายความเสี่ยงออกจาก “ความผูกขาดเทคฯ สหรัฐฯ” ที่ครองตลาดมาตลอดทศวรรษ
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเปิดตัว Claude Cowork ของ Anthropic ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับแอปทำงานและสามารถดำเนินกระบวนการหลายขั้นตอนแบบกึ่งอัตโนมัติ ตั้งแต่งานด้านกฎหมาย ขาย ไปจนถึงอีเมล นี่ทำให้นักลงทุนตีความว่า “ซอฟต์แวร์องค์กรจำนวนมากอาจถูกทำงานแทนโดยเอเจนต์ AI” ทำให้โมเดลรายได้ที่ผูกกับจำนวนผู้ใช้ (seat-based model) เสี่ยงต่อการถูกกดมาร์จินในระยะยาว ส่งผลให้ดัชนีและ ETF กลุ่มซอฟต์แวร์ปรับลดลงแรง และถูกมองว่าเป็น “การปรับฐานเชิงโครงสร้าง” มากกว่าปรับระยะสั้น
ในมุมมองของ Julius Baer ความเสี่ยงด้าน AI ควรพิจารณา 3 มิติหลัก
1) ความเสี่ยงต่อโมเดลธุรกิจซอฟต์แวร์ บริษัท SaaS เคยซื้อขายที่ระดับมูลค่า >20 เท่าของรายได้ แต่ปรับลงมากกว่า 2 ใน 3 สะท้อนความกังวลว่าหาก Agentic AI ทำงานแทนมนุษย์หลายบทบาท มูลค่าที่ผูกกับ “จำนวนผู้ใช้” จะหายไป ตัวเลข Net Revenue Retention ที่ลดลงจาก 117% (ปี 2021) เหลือราว 108% ก็สะท้อนว่าลูกค้าเริ่มลดการใช้งานหรือไม่ต่อสัญญา แม้จะเป็นสัญญาณความเสี่ยง แต่ความรุนแรงที่ตลาดสะท้อนออกมาอาจมากเกินจริงในบางส่วน
2) ผลกระทบต่อ Private Debt และ Private Equity ซอฟต์แวร์ถือเป็นสัดส่วนสำคัญในพอร์ต Private Markets โดย BDC มี exposure ราว 18% ขณะที่ Private Equity ลงทุนในซอฟต์แวร์ราว 40% ของดีลในรอบสิบปี แม้ดูเสี่ยง แต่ระบบยังไม่ถึงขั้นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เพราะขนาดของ Private Credit ที่ประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ยังมีขนาดเล็กกว่าตลาด subprime ในปี 2007 มาก และ leverage โดยรวมของกองทุนต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญ จึงไม่น่ากังวลในระยะสั้น
3) ความเสี่ยงเชิงมหภาค หาก AI ทำให้ตำแหน่งงาน white-collar ลดลงมาก บทความยอดนิยมจาก Citrini Research ชี้ภาพความเสี่ยงว่า หากองค์กรลดพนักงาน การบริโภคจะชะลอ และแรงงานที่ถูกแทนที่ด้วย AI อาจนำไปสู่ gig economy ที่กดค่าแรง blue-collar อีกชั้นหนึ่ง ส่งผลกระทบแบบลูกโซ่ไปถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ปัจจัยหนึ่งที่หลายคนมองข้ามคือ “โครงสร้างประชากร” ของสหรัฐฯ กลุ่ม Baby Boomer คิดเป็น 20% ของประชากร และถือครองสินทรัพย์มากกว่าครึ่งของประเทศ ทำให้ถึงแม้รายรับจากค่าจ้างของคนวัยสูงอายุจะลดลงหลังเกษียณ แต่การใช้จ่ายยังคงอยู่เพราะมีสินทรัพย์รองรับ ตัวเลขที่ดูน่ากังวลอย่างอัตราการออมที่ลดลงอาจเป็นเพียงผลของสังคมสูงวัย ไม่ใช่สัญญาณว่าการบริโภคกำลังพังทลาย
Real assets กลับมาน่าสนใจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโมเดลธุรกิจดิจิทัล นักลงทุนเริ่มไหลกลับสู่สินทรัพย์จริง เช่น ทองคำ หุ้นวัฏจักร และหุ้น defensive เช่น พลังงาน วัสดุ อุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกิจกรรมเศรษฐกิจจริงและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่แข็งแรง ขณะที่ซอฟต์แวร์ถูกกดดัน ฝั่ง AI hardware โดยเฉพาะห่วงโซ่การผลิตชิปกลับเติบโตต่อเนื่อง ตัวเลข GDP ของไต้หวันปี 2025 โต 8.68% สูงสุดในรอบ 15 ปี และรัฐบาลปรับประมาณการปี 2026 เป็น 7.71% จากเดิม 3.54% สะท้อนว่าอุปสงค์ชิปสำหรับ AI infrastructure ยังแข็งแรงและเป็นเสาหลักของการเติบโตในภูมิภาค
กล่าวโดยสรุป AI disruption เป็นประเด็นจริงและต้องจับตา แต่อาจไม่รุนแรงรวดเร็วเท่าที่ตลาดกังวลในระยะสั้น ความไม่แน่นอนในหลายมิติ—ตั้งแต่นโยบายภาษีสหรัฐฯ ไปจนถึงโครงสร้างรายได้ของซอฟต์แวร์—ทำให้การกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งจำเป็น การลดน้ำหนักสหรัฐฯ เล็กน้อย และเพิ่ม exposure ไปยังยุโรป ญี่ปุ่น เอเชีย และตลาดเกิดใหม่ รวมถึงการคัดเลือกหุ้นแบบ bottom-up ที่เน้นความสามารถสร้างกระแสเงินสดและความทนทานต่อ AI จะเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในช่วงที่ตลาดอยู่ระหว่าง “การนิยามใหม่” ของผู้นำรอบถัดไป
ทั้งนี้ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและขอคำแนะนำจากผู้แนะนำการลงทุนของท่านเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อมูลนี้จัดทำโดยอ้างอิงจากข้อมูลในอดีตที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะซึ่งปรากฎขณะจัดทำ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแต่ละขณะและไม่อาจรับประกันผลลัพธ์ในอนาคตได้ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน





