“ดี” ที่ว่านี้ คือดีอังกฤษ สะกดว่า “DE” ครับ
ย้อนกลับไปยุค 1990s เกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่ในโลก ที่เรียกว่า “Globalization” ซึ่งเราใช้เวลาหลายปี กว่าจะแปลคำนี้ออกมาได้
ช่วงแรกเรียกกันว่า “โลกานุวัตร”ต่อมาเรียกใหม่ว่า“โลกาภิวัตน์”
มันคือยุคที่กำแพงภาษีถูกทลาย สายการผลิตโยกย้ายไปยังประเทศที่ต้นทุนถูกที่สุด ทุกอย่างถูกออกแบบเพื่อ “ประสิทธิภาพ” สูงสุดในการผลิต
มีสหรัฐฯ เป็นตำรวจโลก มี U.S. Dollar เป็นสกุลเงินศักดิ์สิทธิ์ และโลก Digital กำลังเริ่มพัฒนา
ทั้งหมดนี้ กลายเป็น “ค่าเริ่มต้น” หรือค่า “Default” ใหม่ในเวลานั้น เป็นกระแสนิยม และระบบระเบียบใหม่ของโลก ที่ประเทศใด ๆ ก็ต้องไปตามกระแสนั้น
และเป็นเช่นนั้น มานานกว่าสามทศวรรษแล้วครับ
แต่อยู่ดี ๆ 4-5 ปีมานี้โลกที่เราคิดว่า “เสถียร” ดีแล้ว กลับเปลี่ยนไปและเกิดกระแสความคิดใหม่ ที่ดูเหมือนจะกดยกเลิก“ค่าเริ่มต้น” (Default) ที่เคยเป็นมาแต่เดิม
เกิดกระแสใหม่ที่กำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งขึ้นต้นด้วยคำว่า “De” เช่น De-globalization, De-dollarization, De-digitalization…. และอีกสารพัดDE
De หมายถึงการ “ถอยออกมา” หรือ “ลดความสำคัญ” ของคำที่ตามมา เช่น De-globalization ก็คือต้องลดความสำคัญของโลกาภิวัตน์ ลงไป
แล้วทำไมโลกจึงแห่กัน “DE” ล่ะ?
คุณต้องเข้าใจก่อนว่า “ค่าเริ่มต้น” ที่มันหอมหวานมากในยุคโลกาภิวัตน์นั้น คือโลกมีโรงงานขนาดมหึมา กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ ที่เชื่อมกันด้วยเส้นด้ายเล็ก ๆ ที่เรียกว่า ประสิทธิภาพ
ทุกประเทศต่างเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดจีนรับหน้าที่เป็นโรงงานโลกเพราะค่าแรงถูกอเมริกาเป็นมันสมองที่เน้นออกแบบและคุมเทคโนโลยี
ทรัพยากรถูกดึงจากทุกมุมโลก มาป้อนโรงงานในเอเชีย ผลลัพธ์คือคนทั้งโลกได้ใช้สินค้า “ราคาถูก” และ “เร็ว” แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
แต่การเน้นความ “ถูกและเร็ว” ราคาที่ต้องจ่ายก็คือ “ความตึง” เพราะว่าเราบีบเค้นทุกอย่างให้ตึงที่สุด เช่น สต็อกวัตถุดิบหรือสต็อกสินค้า ต้องมีน้อยที่สุด (Just-in-Time) เพื่อรีดกำไรออกมาให้ได้มากที่สุด
จนโลกแทบไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “Buffer” หรือ “กันชน” เหลืออยู่เลย
พอเจอของจริงอย่างโควิด-19 ที่ต้องปิดเมืองกันทั่วโลก หรือสงครามที่เขย่าความมั่นคงทางพลังงานมันทำให้ประเทศต่างๆตื่นมาพบความจริงว่า“การพึ่งพาคนอื่นมากเกินไป คือความเสี่ยงระดับชาติ”
วันนี้โลกเลยยอมจ่ายแพงขึ้น และเดินช้าลง เพื่อแลกกับสิ่งที่เรียกว่าความอยู่รอดจนนำไปสู่กระแสใหม่ที่เรียกว่า “DE….” ผมอธิบายมาถึงตอนนี้ คงพอเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ
De-globalization: คือโลกไม่ได้เน้น “ถูกที่สุด” แต่เน้น “ชัวร์ที่สุด” ฉันจะทำธุรกิจกับเพื่อนที่ไว้ใจได้ เพราะโลกที่เคยเป็นใบเดียว กำลังแตกออกเป็นหลายเสี่ยง
De-dollarization: เมื่ออเมริกาใช้ U.S. Dollar เป็นอาวุธทางการเงินคว่ำบาตรประเทศอื่น ๆ ใครจะไปกล้าฝากชีวิตไว้กับ “ดอลลาร์” เพียงสกุลเดียว หลายประเทศจึงเริ่มลดการถือดอลลาร์ แล้วหันไปหาทองคำหรือสกุลเงินอื่น เพื่อลดการถูก “บีบคอ” ทางเศรษฐกิจ
De-digitalization: เราเริ่มเห็นภาวะ “สำลักดิจิทัล” คือข้อมูลท่วมหัวจนเราเสียสมาธิ แยกโลกจริงกับโลกเสมือนไม่ออก จึงเกิดกระแสถอยกลับไปหาความเป็นมนุษย์มากขึ้น ไม่ให้เทคโนโลยีกลืนกินความเป็นคนไปจนหมด
ยังมีอีกสารพัด De ครับ เช่น De-carbonization ที่บอกว่าเราต้องถอยห่างจากพลังงานแบบเดิม เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ เป็นต้น
“DE” ของโลก กับ “DE” ของไทย
สำหรับไทยเรา หนีกระแสไม่พ้นอยู่แล้ว เพียงแต่ในขณะที่โลกกำลังพยายามDE-constructเพื่อสร้างระบบใหม่ แต่ไทยเราก็ยังติดหล่มอยู่กับ “DE” ตัวอื่น ๆ ที่อันตรายมากเช่นกัน
ที่น่าห่วงคือDE-btครับ คือหนี้ครัวเรือนไทยตอนนี้ อยู่ในภาวะที่คนจำนวนมาก กู้เงินอนาคตมากินมาใช้จนเกือบหมดแล้ว
เราสร้างเศรษฐกิจบนฐานของการ “กู้เพื่ออยู่รอด” ไม่ใช่กู้เพื่อลงทุนเพิ่มผลิตภาพ วงจรความมั่งคั่งจึงอาจกลายเป็นวงจรความสิ้นหวัง
แต่คุณรู้ไหมว่า Default ที่แปลว่า “ค่าเริ่มต้น” นั้นในทางการเงินมันแปลว่า “ผิดนัดชำระหนี้” ครับ!
ดังนั้นสัญญาณเตือนก็คือ เราจะผิดนัดชำระหนี้กัน…. ตั้งแต่ระดับชาวบ้าน ไปจนถึงบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือเปล่า
เมื่อไรก็ตามที่คำว่า Default หรือการ “เบี้ยวหนี้” กลายเป็นค่าเริ่มต้นใหม่ของไทย เมื่อนั้นแหละครับคือ หายนะ ของจริง เพราะ “ความน่าเชื่อถือ” จะหายไป และนั่นเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของระบบเศรษฐกิจ
หรือว่า DE-tox อาจแก้ปัญหานี้ได้?
สังคมไทยเรานั้น จริงๆก็มีค่าเริ่มต้นตัวหนึ่ง ที่ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือการแก้ปัญหาด้วยวิธี “DE-tox” นี่แหละครับ
แต่มันไม่ใช่การล้างสารพิษในร่างกาย มันคือการ “ดีท็อกซ์ความจริง” ออกไปจากความทรงจำ
พอมีเรื่องฉาวโฉ่หรือความล้มเหลวเชิงนโยบาย เราก็แค่หาเรื่องใหม่มาเบี่ยงเบนความสนใจ คือเราดีท็อกซ์เพื่อ “ล้างความจำ” เดิมทิ้งไป
หรือไม่ก็ดีท็อกซ์ด้วยการ “ล้างมลทิน”ให้พวกพ้อง เพื่อให้เขากลับมาเชิดหน้าชูตาในสังคมได้ต่อไป
หรือแทนที่จะ DE-construct โครงสร้างอำนาจให้คนดีๆเข้ามาได้ เรากลับเลือกที่จะดีท็อกซ์คนที่เห็นต่าง เอาเขาออกไปจากระบบ
สุดท้าย ประเทศไทยเลยกลายเป็นดินแดนที่ “อะไร ๆ ก็ DE (ดี)” คือ…ดีแต่พูด… ดีแต่สร้างภาพ… และ ดีล (Deal) ผลประโยชน์กันหลังฉาก จนประชาชนที่เห็นกับตา รู้กับใจ ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ทำใจ
ตราบใดที่เรายังไม่เลิกDE-lay การแก้ปัญหาโครงสร้าง และมัวแต่DE-ceive หรือหลอกตัวเองว่าเรายังโอเคอยู่อีกไม่นานค่าDEfault เดียว ที่เหลืออยู่ของประเทศไทย อาจจะเป็นคำว่าDE-funct หมายถึงประเทศที่ล้มเหลว ก็ได้
ถึงเวลาแล้วครับที่เราต้องเลิกปัดปัญหาไว้ใต้พรม แต่เราต้องหันมา DE-lete คนไม่ดีที่มีอำนาจ ออกไปเสียที จะดีกว่า
ก่อนที่คำว่า “ดี” จะเหลือเพียงแค่ชื่อบทความ และไม่มีอยู่จริง!





