วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2569

Login
Login

หุ้นเอเชียบนคลื่น AI Buildout โอกาสระยะกลาง-ยาว ท่ามกลางความผันผวนระยะสั้น

หุ้นเอเชียบนคลื่น AI Buildout โอกาสระยะกลาง-ยาว ท่ามกลางความผันผวนระยะสั้น

ในช่วงที่ธีมการลงทุนด้าน “AI Buildout” หรือการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์ กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลก นักลงทุนจำนวนมากอาจโฟกัสไปที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดนวัตกรรมและเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในเชิงโครงสร้าง “ผู้ที่ได้รับอานิสงส์โดยตรง” จากการลงทุน AI กลับเป็น ตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก

กลุ่ม Hyperscaler ในสหรัฐฯ คาดการณ์งบลงทุน (CAPEX) ปี 2569 สูงถึง 610,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้นถึง 70% จากปีก่อน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังคงเร่งตัวต่อเนื่อง แม้เม็ดเงินลงทุนจะเริ่มต้นจากฝั่งสหรัฐฯ แต่ปลายทางของเม็ดเงินจำนวนมากนี้กลับไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย ผ่านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ชิปขั้นสูง หน่วยความจำ และการประกอบและทดสอบชิป (OSAT: Outsourced Chip Assembly and Test) ซึ่งเอเชียมีบทบาทสำคัญในระดับโลก หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรม จะพบว่า 75% ของรายได้ธุรกิจรับจ้างผลิตชิป (Foundry) ทั่วโลกค่อนข้างกระจุกตัวอยู่ในไต้หวัน รองลงมาคือเกาหลีใต้และจีนที่รวมกันราว 16% ขณะเดียวกัน ไต้หวันยังครองส่วนแบ่งธุรกิจ OSAT สูงถึง 54% ของรายได้ทั่วโลก สะท้อนความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ยากจะหาภูมิภาคอื่นมาทดแทนได้

ทั้งไต้หวันและเกาหลีใต้ ยังคงเป็นศูนย์กลางการผลิตฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จากคำสั่งซื้อที่แข็งแกร่งและภาวะอุปทานที่ยังคงตึงตัว เนื่องจากการขยายกำลังการผลิตต้องใช้เวลาเตรียมการนานกว่า 1 ปี ปัจจัยนี้ส่งผลให้ผู้ผลิตชิปต้นน้ำมีอำนาจต่อรองด้านราคาสูง ซึ่งจะช่วยหนุนแนวโน้มกำไรในปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ โดย ไต้หวัน โดดเด่นในฐานะ “โรงงานผลิตชิปขั้นสูงของโลก” ที่กำลังเร่งเพิ่มกำลังผลิตชิปรุ่นใหม่สำหรับประมวลผล AI โดยตรง เช่น ชิปขนาด 3 นาโนเมตร สำหรับอุปกรณ์ประมวลผล AI พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีการประกอบชิปขั้นสูง (CoWoS) ที่ช่วยให้ชิปประมวลผลและหน่วยความจำเชื่อมต่อกันได้เร็วขึ้น ลดคอขวดการส่งข้อมูล และยกระดับประสิทธิภาพของการประมวลผล AI โดยรวม ขณะที่ เกาหลีใต้ ได้รับอานิสงส์จากรอบขาขึ้นของชิปหน่วยความจำที่ AI ต้องใช้จำนวนมาก (Memory Supercycle) โดยเร่งพัฒนาหน่วยความจำความเร็วสูงรุ่นใหม่ (HBM4) เพื่อรองรับการประมวลผล AI ที่ซับซ้อนและใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ อีกทั้งยังได้รับแรงเสริมจากนโยบาย Value Up Program ที่มุ่งลด Korea Discount และยกระดับมูลค่าตลาดทุน นอกจากนี้ ในฝั่ง จีน เดินหน้าพัฒนา AI ควบคู่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเน้นโมเดล Open source ที่มีต้นทุนต่ำและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากความได้เปรียบด้านอุปทานพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ช่วยเอื้อต่อการขยายการใช้งาน AI ในเชิงพาณิชย์

จากปัจจัยสนับสนุนทั้งหมดข้างต้น SCB CIO ประเมินว่า “ตลาดหุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น)” มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์โดยตรง จากวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เร่งตัว โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างดัชนีมีน้ำหนักกระจุกตัวในไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน ในสัดส่วนค่อนข้างสูง (ประมาณ 73.5% ณ วันที่ 2 มีนาคม 2569) ซึ่งได้แรงหนุนจากวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์ และ AI Supply Chain ทั้งนี้ คาดว่ากำไรของดัชนีหุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า มีแนวโน้มเติบโตถึง 16%YoY จากอุปสงค์ชิปที่เร่งตัวและกระแสเงินทุนที่มีแนวโน้มกระจายออกจากสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนีฯ ยังมี Valuation ที่น่าสนใจ เทรดที่ P/E ราว 13.7 เท่า ซึ่งต่ำกว่าตลาดประเทศพัฒนาแล้ว และมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากเงินดอลลาร์ สรอ.ที่มีแนวโน้มอ่อนค่า ดังนั้น สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว เหมาะพิจารณา กองทุนรวมหุ้นเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตหลัก (Core Portfolio) เพื่อรับโอกาสเติบโตเชิงโครงสร้าง

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ตลาดมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยความเสี่ยงจากการยกระดับความขัดแย้งระหว่างสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลกระทบอุปทานพลังงานโลก และเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง ผ่านช่องทางของเงินเฟ้อ ค่าเงิน และนโยบายการเงิน ทั้งนี้ SCB CIO ไม่แนะนำให้ตื่นตระหนก หรือขายล้างพอร์ต (Panic Sell) เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานด้านการเติบโตของเทคโนโลยีและวัฏจักรเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังอยู่ในทิศทางเชิงบวก การปรับฐานของตลาดจากปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น จึงควรถูกมองเป็นโอกาสในการทยอยสะสม (Buy on Weakness) บนกองทุนที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง

ในโลกการลงทุนที่ผันผวน “โอกาส” มักซ่อนอยู่ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความกังวลสูง และสำหรับนักลงทุนสไตล์ Private Bank การเลือกลงทุนให้ถูกที่ ถูกจังหวะ และถูกธีม โดยยึดหลักปัจจัยพื้นฐาน ยังคงเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จในระยะยาว