เดือน กุมภาพันธ์ สินทรัพย์ที่คึกคักที่สุดหนีไม่พ้นหุ้นไทย SET index วิ่งขึ้นตามคาดเป็นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง โดยเฉพาะปรับตัวแรงเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา นักลงทุนไทยตอบรับดีมาก ส่วนอีกเรื่องราวหนึ่งก็เป็นประเด็นต่างประเทศ เรื่องความตึงเครียด ระหว่างสหรัฐฯ และ อิหร่าน ทำเอาทองคำเคลื่อนไหวผันผวนค่อนข้างแรง ท้ายเดือนเรื่อง ศาลสูงสหรัฐฯ พิพากษาว่า Reciprocal tariff ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันนี้ก็ว่ากันต้องติดตามกันต่อว่ามาตราอื่นที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หยิบมาใช้ยกภาษีนำเข้าแทนตัวเดิม ท้ายสุดประเทศไทยปิดจบเดือนด้วยการที่ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ แค่ 1.0% ถือว่าผิดคาด แต่เป็นบวกกับตลาดหุ้น ทำให้ SET Index พุ่งทะลุ 1,500 จุด ได้ ในวันที่ 25 ก.พ. ตามมาดู รายละเอียดและประเด็นอื่นๆเพิ่มเติมได้ครับ
คราวนี้ขอเริ่มที่ไทยก่อนนะครับ มาเริ่มกันเลย SET Index ปรับตัวเป็นขาขึ้นทันที พร้อมกับแรงซื้อจำนวนมากของนักลงทุนต่างชาติ หลังผลการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ. ออกมาว่า พรรคภูมิใจไทยขึ้นเป็นอันดับ 1 มีคะแนนนำเกือบถึง 200 ที่นั่ง บ่งชี้ถึงเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลใหม่ทันที ถัดมาคือ GDP ไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัว 2.5% เทียบกับปีก่อน และ 1.9% เทียบกับไตรมาสก่อน ดีกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้พอสมควร นอกจากนั้น สภาพัฒน์ฯยังปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 ขึ้นเป็นช่วง 1.5-2.5% จากเดิมที่ 1.2-2.2%
ทั้งนี้ เครื่องยนต์ที่สภาพัฒน์ฯ มีมุมมองเชิงบวกขึ้นจากเดิมค่อนข้างมากได้แก่การส่งออกและการลงทุน ส่วนทางด้านเงินเฟ้อ สภาพัฒน์ฯปรับลดคาดการณ์ปีนี้ลง โดยกรอบล่างมองมีโอกาสถึงขั้นหดตัวที่ 0.3% ด้านกระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขส่งออกเดือน ม.ค.ขยายตัว 24.4% เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้หักทองคำออกไปแล้ว ก็ยังขยายตัวได้ถึง 19.1% ถือเป็นอีกครั้งที่ยอดส่งออกเติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ โดย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยังคงเป็นกลุ่มสินค้าที่ขยายตัวโดดเด่น ตามกระแสอุปสงค์ในระดับโลก ท้ายเดือน กนง.ตัดสินใจ ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.00% แต่ส่งสัญญาณว่าอาจเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของรอบนี้
ขณะที่ ความเคลื่อนของต่างประเทศ เริ่มด้วยสหรัฐฯ รายงานตัวเลขตลาดแรงงานประจำเดือนมกราคมปรากฏว่าแข็งแกร่งกว่าตลาดคาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรปรับเพิ่มขึ้นถึง 130,000 ตำแหน่ง เทียบกับตลาดคาดที่ 65,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานก็ปรับลดลงเหลือ 4.3% ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ตามมาด้วยรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ (ดัชนีราคาผู้บริโภค) ประจำเดือนมกราคม พบว่าเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ขยายตัวน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์เล็กน้อย ส่วนการประชุม FED ผลการประชุม พบว่ากรรมการส่วนหนึ่งส่งสัญญาณว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมควรถูก “พักไว้ก่อน” ในช่วงนี้ และอาจกลับมาดำเนินการอีกครั้งในช่วงปลายปี หากเงินเฟ้อชะลอลงตามที่คาดการณ์ไว้ และท้ายเดือน ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำพิพากษายกเลิกภาษีนำเข้า ด้วยมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า ประธานาธิบดี ธรัมป์ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่ใช้อ้าง (IEEPA) ในการออกคำสั่งกำหนดภาษีนำเข้าแบบกว้างขวางทั่วโลก เพราะตามรัฐธรรมนูญ อำนาจในการเก็บภาษีและกำหนดอัตราภาษีนำเข้าเป็นของรัฐสภา ไม่ใช่ของประธานาธิบดี
อย่างไรก็ตาม ภายหลังคำประกาศของศาลไม่กี่ชั่วโมงทางประธานาธิบดีสหัฐฯ ออกแถลงการแสดงความไม่เห็นด้วยทันที พร้อมประกาศว่าเขาได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อกำหนด “ภาษีทั่วโลก” อัตรา 10% ฉบับใหม่ (ซึ่งอาจขยายเพิ่มเติมเป็น 15% ในเวลาต่อมา) ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมาย Trade Act ปี 1974 โดยภาษีชุดใหม่นี้จะถูกเรียกเก็บเพิ่มเติมจากภาษีอื่น ๆ ที่ยังคงมีผลอยู่หลังคำตัดสินของศาล ที่ได้เพิกถอนภาษีที่ทรัมป์เคยกำหนดโดยใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ดูทรงก็ประมาณให้ได้ภาษีเท่าเดิมไม่ต้องคืนภาษี ครับ
สำหรับ ภาพการลงทุนในเดือน มีนาคม ที่โดดเด่นสุด น่าจะเป็นตลาดหุ้นไทย อย่างไรก็ตาม SET Index อยู่ในระดับที่ค่อนข้างเต็มมูลค่าเชิงปัจจัยพื้นฐาน ทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงปรับตัวอยู่ในช่วงแคบๆ ส่วนตราสารหนี้ ผลตอบแทนเริ่มเข้าสู่ระดับที่ไม่น่าสนใจ ดังนั้น ถ้ามองภาพรวมจากผลตอบแทนของสินทรัพย์ในแต่ละประเภท สินทรัพย์เสี่ยงดูน่าสนใจกว่า และนี่คือเหตผลสำคัญที่ การปรับตัวขึ้นของ SET Index ในรอบนี้ อาจจะเป็นแค่ คลื่นลูกแรก ซึ่งอาจจะมีพักฐานบ้างแต่ก็น่าจะมีคลื่นลูกถัดไป
สำหรับปัจจัยภายในประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในเดือนนี้ ได้แก่ พัฒนาการของปัจจัยการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของกกต.ว่าจะเกิดขึ้นได้รวดเร็วเพียงใด โดยหากมีความล่าช้าหรือมีอุปสรรค เช่น การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบสำคัญต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ เนื่องจากจะทำให้แนวโน้มการเข้ามาทำงานของรัฐบาลใหม่มีความล่าช้าออกไปอีก
พอร์ตการลงทุนเดือนนี้ ผมมองว่า ภาพความเสี่ยงยังคงเดิมใน ขณะที่ปัจจัยบวกกลับมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะหุ้นไทย น้ำหนักการลงทุนในหุ้น 50% สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น เวียตนาม จีน และ ไทย จัดสรรลงทุนในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันครับ ทั้งนี้ เน้น หุ้น ขนาดใหญ่ หลีกเลี่ยงหุ้นขนาดเล็ก โดยกลุ่มที่น่าสนใจเน้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานอีก ส่วนที่เหลือ 40% กระจายลงทุนในตราสารหนี้เอกชน เน้น investment grade อายุไม่เกิน 5 ปี สำหรับ 10% ยังเป็นสินทรัพย์ทางเลือก เช่นทอง กับ REIT ครับ





