วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ปรับกลยุทธ์พลิกวิกฤตเงินฝาก สู่โอกาสการบริหารความมั่งคั่งยุคใหม่

ปรับกลยุทธ์พลิกวิกฤตเงินฝาก สู่โอกาสการบริหารความมั่งคั่งยุคใหม่

สวัสดีครับ ช่วงที่ผ่านมาหลายท่านอาจจะได้อ่านข่าวเกี่ยวกับการที่ คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.00% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำเป็นประวัติการณ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงแค่สถิติในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่มันคือสัญญาณที่ทำให้พวกเราทุกคนอาจจะต้องกลับมาทบทวนแผนการเงินที่ได้วางไว้ และลองปรับแนวทางการลงทุนให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันกันครับ วันนี้ผมจะขอให้คุณปิติพงษ์ รุ่งเรืองวุฒิกุล CFP® ผู้เชี่ยวชาญในด้านการวางแผนการเงินของบริษัท Wealth Creation International Investment Advisory Security Co., Ltd. จะมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้เห็นมุมมองการวางแผนรับมือกับเหตุการณ์นี้กันครับ

นาทีทองของการบริหารภาระหนี้สินและการเข้าถึงที่อยู่อาศัย

เมื่อดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลง สิ่งที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้คือการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ ทั้ง MLR, MOR และ MRR ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับกลุ่มลูกหนี้ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังผ่อนชำระที่อยู่อาศัย ผมแนะนำให้ท่านพิจารณาการ รีไฟแนนซ์ (Refinance) หรือการ รีเทนชัน (Retention) กับธนาคารเดิมอย่างเร่งด่วน เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่ายและช่วยให้ยอดหนี้เงินต้นลดลงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันสำหรับท่านที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยใหม่ ช่วงเวลานี้คือโอกาสในการเข้าถึงวงเงินกู้ที่สูงขึ้นด้วยค่างวดที่น้อยลง อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังที่สำคัญคือการไม่สร้างหนี้เกินความจำเป็นเพียงเพราะเห็นว่าดอกเบี้ยถูก เนื่องจากในอนาคตหากทิศทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปและดอกเบี้ยเริ่มขยับขึ้น ภาระหนี้ที่เกินตัวอาจกลายเป็นกับดักทางการเงินที่แก้ไขได้ยากในระยะยาว

ทางเลือกการลงทุนในวันที่เงินฝากไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

ในยุคที่ผลตอบแทนจากบัญชีออมทรัพย์พ่ายแพ้ต่ออัตราเงินเฟ้ออย่างราบคาบ การปล่อยเงินให้หยุดนิ่งอยู่กับที่คือความเสี่ยงที่แท้จริง กลยุทธ์ที่ผมอยากแนะนำคือการ Search for Yield หรือการขยับเงินออมไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า สำหรับนักลงทุนมือใหม่อาจเริ่มจากการโยกย้ายเงินพักในบัญชีไปสู่ กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market) หรือ กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำแต่ยังให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากทั่วไปเล็กน้อย ส่วนท่านที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้น หุ้นปันผล (Dividend Stocks) ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งและมีอัตราปันผลคงที่ระดับ 4-6% รวมถึงกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานหรือ REITs กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะในสภาวะดอกเบี้ยต่ำ สินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอจะได้รับความนิยมและมีโอกาสที่มูลค่าสินทรัพย์จะเติบโตขึ้นตามความต้องการของตลาด

จับจังหวะการฟื้นตัวของภาคส่งออกและการท่องเที่ยว

การปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่เรื่องการลงทุนส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญต่อ ค่าเงินบาท โดยตรง ซึ่งปกติแล้วการลดดอกเบี้ยมักจะช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ส่งผลบวกโดยตรงต่อ ผู้ส่งออก และ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ผมมองว่านี่เป็นจังหวะที่น่าจับตาสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจหรือนักลงทุนที่ถือหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและบริการ เนื่องจากการแข่งขันด้านราคากับต่างประเทศจะมีข้อเปรียบเทียบที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังควบคู่กันไปคือ ค่าครองชีพและราคาสินค้า ที่อาจขยับตัวสูงขึ้นตามปริมาณเงินในระบบที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในภาคครัวเรือนในระยะกลางได้

การบริหารสินทรัพย์ทางเลือกและเกราะป้องกันความเสี่ยง

นอกเหนือจากสินทรัพย์ทางการเงินในตลาดกระแสหลักแล้ว สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ทองคำ ยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรักษามูลค่าที่ทรงประสิทธิภาพ เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำจะลดลงทันทีเมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการพิจารณาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต โดยเฉพาะแบบ สะสมทรัพย์ (Endowment) ซึ่งมักจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง โดยบริษัทประกันอาจมีการปรับลดผลตอบแทนการันตีในกรมธรรม์รุ่นใหม่ๆ ดังนั้นการเลือกทำประกันที่ล็อกผลตอบแทนไว้ตั้งแต่อยู่ในระดับที่น่าพอใจจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ

การปรับลดดอกเบี้ยครั้งใหญ่นี้เป็นบททดสอบสำคัญของวินัยทางการเงินครับ ผมอยากให้ทุกท่านใช้โอกาสนี้ในการทบทวนพอร์ตการลงทุนและภาระหนี้สินของตนเองอย่างละเอียด การตัดสินใจที่รวดเร็วบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยให้ท่านรักษามูลค่าความมั่งคั่งและก้าวผ่านช่วงเวลาดอกเบี้ยต่ำนี้ไปได้อย่างมั่นคงที่สุด ขอให้ทุกท่านวางแผนอย่างมีสติและมีวินัยเพื่อความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาวนะครับ