สัปดาห์ที่แล้ว ศาลสูงสุดของสหรัฐตัดสินว่าการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) เพื่อกำหนดภาษีนำเข้า ของแต่ละประเทศในวงกว้าง เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ทำให้มาตรการภาษีหลายชุดที่ออกไปกลายเป็นสิ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย และท่านประธานาธิบดีก็ตัดสินใจใช้เครื่องมืออื่นคือประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 122 กับคู่ค้าทุกประเทศในอัตรา 10% และปรับเป็น 15% ในภายหลัง แต่มาตรการนี้สามารถใช้ได้ภายในระยะเวลาเพียง 150 วัน หากจะใช้ต่อต้องผ่านการอนุมัติของสภาคองเกรสให้ขยายเวลา
หลังจากนั้น ตลาดลงทุนทั่วโลกก็เกิดโกลาหล มีทั้งฝั่งขึ้นและลง ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนลงเล็กน้อย เงินหลายสกุลก็แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์
หุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นอย่างฉับพลัน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็ทำนิวไฮ (ทำสถิติสูงสุดใหม่) ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ก็ทำนิวไฮ โดยหากเป็นหุ้นเทคโนโลยี ผู้ลงทุนก็มองว่าเอเชียราคาถูกกว่าสหรัฐ หากเป็นหุ้นในอุตสาหกรรมอื่นๆ หลายประเทศอาจสามารถขายของได้มากขึ้น โดยอาจส่งออกไปสหรัฐอเมริกาได้โดยมีอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำลงกว่าเดิม
แม้กระทั่งตลาดเงินคริปโท ก็ยังพลอยคึกคักเพิ่มขึ้น บิตคอยน์ซึ่งปรับตัวลงอย่างมากหลังจากขึ้นไปทำราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2568 ที่ราคา 126,272 เหรียญสหรัฐ และตกลงมาเรื่อยๆ มีพยายามเงยขึ้นมาบ้างแต่ก็ไม่มาก จนกระทั่งตกลงไป 50%ในช่วงเวลาเพียง 4 เดือน ทำราคาต่ำที่ 62,694 เหรียญในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ก็ยังปรับตัวขึ้นมามีราคาใกล้เคียงกับราคาสูงสุดที่เคยทำไว้ครั้งก่อนในปี 2564 ที่ 69,232 เหรียญสหรัฐ (ก่อนร่วงลงไปถึงจุดต่ำของรอบที่ 17,593 เหรียญสหรัฐ ในเดือนมิถุนายน 2565 หลังจากนั้นก็ขึ้นมาอีกสามปี จนถึงสูงสุดในวันที่ 6 ตุลาคม 2568)
สำหรับรอบนี้ การวิเคราะห์ทางเทคนิคบ่งชี้ว่า แนวรับของบิทคอยน์อยู่ที่ราคา 61,666 เหรียญสหรัฐ หากทะลุแนวรับนี้ไป แนวรับต่อไปจะอยู่ที่ราคา 54,466 เหรียญเลยทีเดียว
สำหรับหุ้นในตลาดสหรัฐอเมริกา วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ ดัชนีความโลภและความกลัว ของ S&P500 โดย CNN (CNN Greed & Fear Index) ยังอยู่ในช่วงกลางๆคือ 47 ถือว่าผู้ลงทุน เฉยๆ ไม่กลัว ไม่โลภ แต่พอตลาดเปิดซื้อขายวันพุธเท่านั้น ดัชนีตกลงมาอยู่ที่ “กลัว” (Fear) แล้วค่ะ คือตกลงมาเหลือ 44 แต่ตอนปิดตลาดก็กลับขึ้นมาที่ 46 คือ Neutral เฉยๆ กลางๆ ไม่โลภ ไม่กลัว และกลับเป็น 44 = “กลัว” อีกในวันที่ 26 กุมภาพันธ์
อย่างไรก็ดี ความรู้สึกของผู้ลงทุนต่อตลาดอื่นๆของโลก ณ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ มีความแตกต่างกันแสดงโดยดัชนี (ข้อมูลจาก AMSFLOW) ได้ดังนี้
· ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี 72 = โลภ
· ทองคำ ดัชนี 69 (ลดเหลือ 66 ในวันที่ 26), ตลาดหุ้นอังกฤษ ดัชนี 67 = โลภ
· ออสเตรเลีย ดัชนี 51, จีน ดัชนี 50 = เป็นกลาง
ส่วนตลาดคริปโท (CMC Crypto Fear & Greed) ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ดัชนี 11 = กลัวมาก หลังจากนั้น ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปรับเพิ่มเป็น 16 ก็ยังกลัวมากอยู่ดีค่ะ
ดิฉันกล่าวมาตลอดในระยะหลังว่า ในการลงทุน “กล้าเกินไปก็เสี่ยง กลัวเกินไปก็เสียโอกาส” ผู้ลงทุนจึงต้องจัดพอร์ตให้เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเอง และก็อยากย้ำที่เขียนไปเมื่อก่อนตรุษจีนว่า ปีนี้จะผันผวน แต่ก็มีโอกาส จะมีการเปลี่ยนภูมิภาค เปลี่ยนกลุ่มอุตสาหกรรม และเปลี่ยนประเภทของทรัพย์สินที่สนใจลงทุนด้วย
ปัจจัยที่จะทำให้เกิดความผันผวนในปีนี้จะเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาพใหญ่ของภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีของโลกที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ทั้งเรื่องสงครามที่ดำเนินอยู่ และสงครามใหม่ที่อาจเกิดขึ้น เช่น สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ความตึงเครียดในจุดต่างๆของโลกที่มีต่อเนื่องมาจากปีก่อนๆ และยังมีสงครามการค้าที่ยังไม่จบ รวมถึงภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นทุกปี จากภาวะโลกเดือด ดังนั้น หากมีประเด็นอ่อนไหวเหล่านี้ ราคาสินทรัพย์ต่างๆก็จะปรับตัวลดลง ผู้ลงทุนจึงยังต้องลงทุนด้วยความระมัดระวังค่ะ
นอกจากนี้ แต่ละประเทศก็มีปัญหาเศรษฐกิจของตัวเอง หนี้สาธารณะของประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศก็พุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ ตั้งแต่หลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยสหรัฐอเมริกามีหนี้สาธารณะแตะระดับ 100%ของจีดีพี เป็นครั้งที่สอง หลังจากเคยถึงระดับนั้นไปครั้งหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ไอเอ็มเอฟ ได้ออกมาเตือนให้สหรัฐอเมริกา ใส่ใจกับประเด็นนี้และแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น พร้อมกับคาดการณ์ว่า หากสหรัฐอเมริกาขาดดุลงบประมาณ 7-8% ของจีดีพีในปีต่อๆไป ซึ่งสูงกว่าที่รัฐมนตรีคลังของสหรัฐตั้งไว้กว่าเท่าตัว ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐจะไต่ขึ้นไปถึง 140% ของจีดีพี ในปี 2574 เลยทีเดียว
อย่างไรก็ดี ความสามารถในการจ่ายคืนหนี้ของรัฐ จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเก็บภาษี ตราบใดที่ภาคเอกชนของสหรัฐยังแข็งแกร่ง รัฐย่อมมองเห็นรายได้ที่จะเก็บได้เพิ่มในอนาคต ดังนั้น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังแข็งแกร่งอยู่ค่ะ แต่แนวโน้มการหาช่องทางเก็บภาษีเพิ่มก็จะยังเดินหน้าต่อไป





