การเปิดตัวของ Claude Cowork และ Claude Code ซึ่งเป็นโมเดล AI ตัวใหม่ของบริษัท Anthropic ที่สามารถทำงานซับซ้อนมากอย่างการเขียนโค้ดแทนวิศวกรคอมพิวเตอร์ได้แทบจะหมดทุกอย่างทำให้ผมนึกถึงกลุ่มคนที่พูดได้ว่าเป็นคนที่ “ฉลาดที่สุด” ของโลกและโดยเฉพาะประเทศไทยว่า อนาคตพวกเขาจะทำอะไรและจะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากน้อยแค่ไหน?
แต่ก่อนจะเข้าเรื่องที่เป็นสาระจริง ๆ ผมก็นึกไปถึงเรื่องตลกที่ผมจำติดใจมานานเล่าโดย “อาจารย์เหน่” เสน่ห์ ศรีสุวรรณ วิทยากรในรายการ “Money Talk” และนักพูดชื่อดังที่ผมคิดว่าสามารถเล่าเรื่องตลกได้ “คลาสสิคที่สุด” คนหนึ่งของประเทศไทย วันนั้นเขาพูดว่า
คนเราเรียนเก่งไม่เก่งอะไรมันไม่แน่นอนเพราะมันมีการสำรวจมาแล้วพบว่าความสำเร็จในชีวิตการเรียนและชีวิตหลังการเรียนก็พบว่า นักเรียนเกรด A ส่วนใหญ่ก็จะออกมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นวิศวกรหรือเป็นหมออะไรแบบนี้
แต่นักเรียนเกรด B เกรดรองจากเกรด A ก็จะเรียนบริหาร คุมธุรกิจและก็จะมาคุมนักเรียนเกรด A อีกที ถูกไหม เพราะจะมาเป็นเจ้าของธุรกิจไง
พวกนักเรียนเกรด C ก็เรียนแบบพอดีพอดีผ่าน พวกนี้ก็จะกลายมาเป็นนักการเมือง มาเป็นรัฐมนตรี แล้วก็มาคุมพวกเกรด A กับเกรด B อีกทีหนึ่ง
ส่วนพวกนักเรียนเกรด D นั้นเป็นนักเรียนหลังห้อง พวกนี้ก็สุมหัวกัน ตอนเรียนก็ไม่ได้เรียน มีการแกล้งครูแกล้งอะไรต่าง ๆ ด้วย พอจบมาเรียบร้อย มันผ่านมาแบบไม่น่าผ่าน พวกนี้ก็มาทำตัวเป็นแก๊งใต้ดิน ทำอะไรต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย แล้วก็มาคุมพวก A B C อีกที
ต่อไปคือนักเรียนเกรด F คือสอบแล้วตกทันที แต่พวกนี้ไม่ยี่หระ ถูกรีไทร์ก็ไม่สนใจ พวกนี้ก็มาทำตัวเป็นผู้วิเศษ เป็นผู้รอบรู้ กลายเป็นโหร แล้วพวกนักเรียนทุกกลุ่มก็ต้องเข้ามาหาให้ทำนายอนาคต แล้วนักเรียนพวกนี้ก็จะบอกว่าจะอยู่ได้กี่ปี กี่ปี บอกได้หมด
ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ การเรียนก็ไม่แน่นอน บางทีก็ได้ A บางทีก็ได้ B C D เก่งบ้างไม่เก่งบ้าง แต่เป็นผู้ที่ทรงอิทธิพล นักเรียน A B C D ไม่กล้าตอแยด้วย ไม่กล้าหือ ไม่กล้าต่อรอง มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กลุ่มนี้เรียกชื่อสั้น ๆ ว่า เมีย”
แน่นอนว่าเรื่อง “โจ๊ก” นั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็เป็นเรื่องที่มักจะ “เสียดสี” สังคม ซึ่งในกรณีของเรื่องนี้ก็คือเรื่องของความรู้ว่า การรู้มาก ฉลาดมาก ก็อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น ตามความคิดและความเชื่อที่มีมานานตั้งแต่เริ่มวิวัฒนาการของมนุษยชาติ
แต่เมื่อถึงวันนี้ คือวันที่ AI กำลังจะ “ฉลาด” กว่าคนที่ฉลาดที่สุดมาก และจะมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะภายในเวลาอีกแค่ระดับ 10 ปี อะไรจะเกิดขึ้นกับคนที่ฉลาดที่สุดของสังคมหรือ “นักเรียนเกรด A” ที่ตอนนี้เป็นวิศวกรที่เขียนโปรแกรมซับซ้อน หรือเป็นหมอที่ดูแลรักษาคนไข้ ทำการผ่าตัดเนื้อร้ายในทุกส่วนของร่างกาย ที่อีลอน มัสก์ บอกว่า ภายในไม่เกิน 10-20 ปี หุ่นยนต์พร้อม AI จะสามารถทำแทนหมอที่เก่งที่สุดได้หมด
นอกจากนั้น งานทางด้านกฎหมาย งานบัญชี การเงิน การตลาดและการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ และการวางระบบข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานของ “นักเรียนเกรด B” นั้น ตอนนี้ก็กำลังถูกแทนที่โดย AI ในระดับที่เร็วยิ่งกว่านักเรียนเกรด A
ถ้าคุณเป็น “นักเรียนเกรด A” ที่เป็นกลุ่มคนที่ “สร้าง AI ขึ้นมากับมือ” และก็เป็นกลุ่มคนที่ได้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดในสังคม มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีกว่าคนกลุ่มอื่นมากในวันนี้คุณจะทำอะไรหรือทำอย่างไรที่จะรักษาสถานะนั้นไว้ในวันที่ AI กำลังเก่งขึ้นทุกวันอย่างรวดเร็วจนเราอาจจะไม่สามารถปรับตัวได้ทัน?
ถ้าตอนนี้เรากำลังเรียน เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่เรียนการเขียนโค้ดเป็นหลัก เราจะต้องทำอย่างไรถ้าต่อไปบริษัทต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับ IT นั้น แทบจะไม่ต้องใช้คนเขียนกันแล้ว? จบไปก็อาจจะไม่มีงานทำ คนที่ทำอยู่บางคนก็อาจจะถูกปลด เพราะงานงานเขียนโค้ดพื้นฐานนั้นแทบไม่ต้องใช้คนแล้ว
เช่นเดียวกัน ถ้ากำลังเรียนเป็นหมอ อาชีพนี้จะ “ดีที่สุด” และดีต่อเนื่องไปตลอดชีวิตอย่างที่เราเคยรับรู้ไหมว่ามันเป็นงานยากและใช้ทักษะและความพยายามสูงที่มีเฉพาะ “นักเรียนเกรด A” เท่านั้นที่ทำได้ และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้อาชีพแพทย์เป็นสิ่งที่มีค่ามาตลอดกาล จนถึงวันนี้ วันที่ อีลอน มัสก์ นักพัฒนาเทคโนโลยี “มือหนึ่งของโลก” บอกว่า ภายในเวลาอีกไม่นาน การแพทย์จะเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ในต้นทุนที่ถูกมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ให้บริการเกือบทั้งหมดเป็น “หุ่นยนต์”
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เราก็ยังต้องคิดและทำอย่างเดิมอยู่ดี เราไม่มีทางเลือกอื่น เราจะพบทางเลือกอื่นจริง ๆ ต่อเมื่อถึงวันนั้น สิ่งที่ดีที่สุดในวันนี้ผมคิดว่า ในเมื่อเราสู้ไม่ได้หรือกำลังจะพ่ายแพ้ กฎของ “นักเลือก” ก็คือ เราต้องร่วมมือกับ AI ในกรณีที่เราไม่สามารถเป็นนายมันได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะใช้ AI อย่างเข้มข้นเพื่อที่จะเอาชนะคนที่ใช้ไม่เป็นหรือไม่เก่งพอ
นอกจากนั้นแล้วเราก็คงต้องเรียนรู้สิ่งที่ AI ยังไม่เก่งหรือฉลาดพอและก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเพราะเขาไม่ใช่มนุษย์ เช่น เรื่องของอารมณ์ ความโลภ โกรธหลง ความกลัวและความกล้า รวมถึงจินตนาการที่ AI ยังไม่ไปถึงจุดนั้น ทั้งหมดนั้นจะทำให้เรามีคุณค่ามากกว่า AI และจะทำให้เราประสบความสำเร็จสูงอย่างที่ควรจะเป็นในฐานะนักเรียนเกรด A
ข้อสรุปสำหรับคนก็คือ เราต้องปรับตัวในแง่ของการเรียนรู้ที่จะต้องเข้าใจพื้นฐานที่กว้างขึ้นของสิ่งที่เราเรียนรู้ เราต้องเข้าใจโลกและชีวิตในมุมที่กว้างขึ้น เรียนรู้ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น และต้องเปลี่ยนคำถามกับทุกสิ่งว่า Why? หรือทำไมต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เหตุผลที่แท้จริงคืออะไรในสายตาหรือความคิดของมนุษย์ เราจะไม่ถามว่า How? หรือทำอย่างไร เพราะ AI สามารถทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าเรามากด้วยเวลาที่น้อยนิด เราไม่จำเป็นต้องทำเอง
นั่นนำมาถึงประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือ ในด้านของบริษัทธุรกิจหรือหุ้นที่เราลงทุน ซึ่งก็จะไม่ต่างจากเรื่องของนักเรียนหรือคนทำงานที่หลาย ๆ อุตสาหกรรม หลาย ๆ บริษัทที่อาจจะเป็น “หุ้นเกรด A” ที่อาจจะกำลัง “แขวนอยู่บนเส้นด้าย” ในยุคที่ AI กำลังฉลาดกว่าคน
ตัวอย่างหุ้นที่น่าสนใจก็คือ หุ้นที่เน้นให้บริการเขียนซอฟท์แวร์ให้กับลูกค้าที่ต้องการทำระบบข้อมูลภายในขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น หุ้น FPT ของเวียตนามที่ผมเองถืออยู่ด้วย เพราะนี่อาจจะถูกทำลายโดย Claude Code ได้
ประเด็นสำหรับบริษัทหรือหุ้นที่เป็นผู้นำที่โดดเด่นแต่กำลังประสบกับการต่อสู้กับ AI ก็เหมือนกับคนนั่นก็คือ ต้องร่วมมือกับ AI ดึงเขามาเป็นพวก ใช้ AI เต็มที่มาแทนพนักงานเขียนโค้ดที่เป็นพื้นฐาน คนจะทำหน้าที่ที่ AI ยังทำไม่ได้ดี ซึ่งนั่นก็คืองานที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นเช่น ผู้ใช้งาน ลูกค้าของบริษัทที่เป็นลูกค้า และอื่น ๆ ส่วนคนเขียนโค้ดที่เหลือเกินงานก็จะต้องเปลี่ยนงานไปทำหรือพัฒนา AI ที่จะนำไปใช้กับลูกค้าที่มาจ้างทำระบบอีกทีซึ่งก็จะเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า และทำให้ลูกค้าอยากจ้างบริษัทต่อไปและไม่หันไปทำระบบของตนเองแทน และนี่ก็อาจจะเป็นวิธีการที่จะทำให้ “หุ้นเกรด A” ยังเป็นหุ้นเกรด A ต่อไปได้
ตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งก็คือ “โรงพยาบาลเกรด A” ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติและมีลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งถ้าดูจาก “เทรนด์” ของเทคโนโลยีและ AI แล้ว อนาคตการรักษาพยาบาลของหมออาจจะแพ้หุ่นยนต์ ความเชี่ยวชาญของโรงพยาบาลวันนี้ อาจจะไม่มีค่าในวันข้างหน้าที่หุ่นยนต์เก่งกว่าทั้งในการวิเคราะห์โรคและการปฏิบัติ เช่น การผ่าตัด ดังนั้น ในอนาคตลูกค้าต่างชาติก็อาจจะไม่มาใช้บริการ อาจจะมีโรงพยาบาลที่ใช้หุ่นยนต์เป็นหลักในบ้านเขาหรือที่อื่นที่ทั้งถูกกว่าและดีกว่า โรงพยาบาลเกรด A ก็อาจจะกลายเป็นโรงพยาบาลธรรมดาไป มูลค่าหุ้นที่สูงลิ่วก็จะต้องลดลง
แต่จริง ๆ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กล่าวนั้นจะเป็นจริงแค่ไหน เป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลเกรด A ที่จะต้องหาทางทำอย่างไรที่จะทำให้ยังเป็นหุ้นเกรด A ได้ ซึ่งในความคิดผมก็ยังคงเป็นว่า โรงพยาบาลจะต้องคิดถึง “ความเป็นคน” ของลูกค้าให้มากขึ้น เพราะนั่นคือสิ่งที่หุ่นยนต์แพทย์อาจจะยังไม่มีความรู้หรือความเข้าใจพอที่จะทำให้โรงพยาบาลมีการรักษาที่เหนือกว่าโรงพยาบาลเกรด A ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร โรงพยาบาลก็จะต้อง ร่วมมือหรือใช้หุ่นยนต์ AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ในภารกิจเฉพาะ มิฉะนั้น ก็จะแพ้โรงพยาบาลที่เป็นคู่แข่งอย่างแน่นอน





