เราเพิ่งผ่านมา 3 ตรุษ ตั้งแต่ตรุษฝรั่งหรือคริสต์มาส ตรุษนานาชาติหรือปีใหม่ จนถึงตรุษจีนเมื่ออาทิตย์ก่อน สิ่งหนึ่งที่ตามมากับเทศกาลเหล่านี้คือของขวัญ ทั้งแบบฝรั่งที่มี Boxing Day หรือวันแกะกล่องของขวัญในวันที่ 26 ธันวาคม หรือการรับแต๊ะเอียในวันไหว้ หรือวันสุดท้ายของปีเก่าตามปฏิทินจีนหรือปฏิทินจันทรคติ ที่เด็ก ๆ ทุกคนทั่วมุมโลกเฝ้าตารอคอยกัน ซึ่งในปีนี้ หลายบริษัทที่ผลิตของเด็กเล่นก็ประกาศว่าเป็นปีของ AI กล่าวคือของเล่นหรือตุ๊กตาที่มี AI ประยุกต์อยู่ เช่น สามารถพูดคุยกับเด็กได้ (แบบสนทนา ไม่ใช่แค่พูดได้สองสามคำซ้ำไปซ้ำมา) หรือแม้กระทั่งเล่านิทานก่อนนอนได้แบบไม่ซ้ำกันในแต่ละคืน ในขณะที่เด็กโตหน่อยในระดับมัธยมก็สามารถทั้งให้ AI ทำการบ้านให้ หรือไม่ก็เล่นเกมที่มี AI ทำให้เกิดความท้าทายที่มีลักษณะใกล้เคียงกับทักษะที่เรามีอยู่
หลังจากที่โลกของเราได้ทำความรู้จัก ChatGPT เมื่อ 3 ปีก่อน เหมือนกับว่าเราได้เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลก และทุกคนในโลกล้วนกลัวว่าจะตกขบวนรถไฟขบวนนี้ ในโลกของธุรกิจ ทุกบริษัทต้องหาทางที่จะใช้แอปพลิเคชัน AI เพื่อช่วยในการทำงาน และชี้แจงให้ผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจเห็นว่าบริษัทมีความก้าวหน้าในการใช้เทคโนโลยีนี้ ในขณะที่วงการการศึกษาทั่วโลกก็ต้องบรรจุเรื่องดังกล่าวในหลักสูตร เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่สามารถนำเทคโนโลยีนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เพื่อที่เมื่อโตขึ้นก็จะไม่เสียเปรียบและแข่งขันได้ อาจจะเหมือนความสามารถในการพิมพ์ดีดของเด็กจบใหม่ในทศวรรษ 80-90 หรือการใช้ Excel spreadsheet ในช่วงประมาณปี 2000-2010 ซึ่งหลาย ๆ โรงเรียนก็เริ่มให้เรียนการเขียนโค้ด (coding) ตั้งแต่ประถมปลายหรือมัธยมต้น เพื่อเตรียมตัวรับโลกแห่ง AI นี้ครับ
ใน 2 ปีหลังจากที่เรารู้จัก AI ในทุก ๆ วงการมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในส่วนของการศึกษาก็เช่นกัน เช่น Microsoft ได้พัฒนาเกม Minecraft ที่ให้นักเรียนเอาตารางธาตุทางเคมีมาทำเป็นมวลสารต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนสนุกกับการเรียน หรือแนวคิด gamification หรือ Google Learn Your Way ที่ปรับภาษาทางวิศวกรรมที่ยาก ๆ มาเป็นภาษาชาวบ้าน เพื่อให้คนทั่วไปหรือเด็กมัธยมต้นสามารถเข้าใจสูตรวิทยาศาสตร์ที่ยาก ๆ ในระดับอุดมศึกษาได้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ชัดเจน เช่น งานวิจัยที่ไนจีเรียพบว่า นักเรียนที่ใช้ Copilot ในการเรียน ทำให้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าการเรียนปกติถึงสองปี และมีผลลัพธ์เช่นเดียวกันที่ไต้หวัน เพราะเด็กไต้หวันจะกล้าที่จะพูดภาษาอังกฤษแบบถูกๆ ผิดๆ กับ CoolE bot โดยไม่เขิน ไม่เหมือนพูดคุยกับคนหรือครู จึงสามารถพัฒนาได้เร็วขึ้น
ในขณะที่ AI ทำให้การเรียนการสอนเป็นแบบ personalized คือปรับความเร็วและความยากง่ายตามความสามารถของนักเรียนแต่ละคน แทนที่จะแบ่งเป็นห้องคิงหรือห้องควีนเหมือนในอดีต สิ่งที่เป็นความเสี่ยงตามมาคือการที่นักเรียนแอบลัดขั้นตอนหรือแม้กระทั่งการโกงข้อสอบ เราจะเห็นนักเรียน (หรือแม้แต่เด็กจบใหม่ที่มาสมัครงาน) ใช้ ChatGPT ในการทำการบ้านหรือเขียนเรียงความ หรือแม้กระทั่งทำข้อสอบ โดยใช้โทรศัพท์มือถือช่วยหาคำตอบ สิ่งที่ตามมาคือสมองของเด็กที่ต้องมีการประมวลผลนั้น มีพัฒนาการที่ด้อยไป ก็เหมือนนักกีฬาที่ต้องซ้อมเพื่อให้แกร่งและแข่งขันได้ สมองก็ต้องมีการซ้อมเพื่อให้ฉลาดและเฉลียวได้ มีงานวิจัยพบว่า กว่า 16% ของนักเรียนที่เขียนเรียงความด้วย AI จำไม่ได้ว่าสาระสำคัญในเรียงความที่ตนเองเขียนส่งนั้นคืออะไร แม้ว่าจะใช้เวลาน้อยลง 40% หรือแม้แต่คำตอบของการบ้านที่ส่งไป ตนเองก็ไม่รู้ว่าตอบว่าอะไร
การเขียนเรียงความคือการพัฒนาสมองที่สำคัญ ทั้งการลำดับความคิด การเรียบเรียงคำพูด และการส่งสารให้ผู้อ่านได้ติดตาม แต่เมื่อสมองไม่มีการคิดเป็นระบบ การเรียบเรียง และการสื่อสาร ก็ทำให้สมองพัฒนาได้น้อยลงในวัยที่สมองต้องการพัฒนาอย่างมาก เช่น ช่วงวัยรุ่น หรือแม้กระทั่งการทำการบ้านอย่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ที่เด็กสามารถให้ AI ตอบโจทย์ได้โดยไม่จำเป็นต้องถอดหรือแก้สมการใดๆ จึงเป็นปัญหาที่ทำให้โรงเรียนที่เร่งพัฒนาหลักสูตรดิจิทัลในสหรัฐหลายแห่งต้องมีการปรับทัพกันใหม่
ในโรงเรียนมัธยมศึกษาชั้นนำหลายแห่งในสหรัฐจึงมีนโยบายว่า 1) ไม่ให้การบ้าน เพราะไม่รู้ว่าการบ้านนั้น เมื่อนักเรียนกลับบ้านแล้วเป็นคนทำเองหรือ AI เป็นคนทำ จึงให้ทำงานทั้งหมดในเวลาเรียน (ผลที่ตามมาคือกระทบเวลาสอน) 2) แจกดินสอให้นักเรียนทำงาน แทนที่จะเป็น tablet หรือ iPad เพราะการขีดเขียนด้วยมือช่วยให้เกิดการพัฒนาของสมอง (cognition) และช่วยให้เกิดความจำระยะยาว (retention) 3) การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ทำให้ขาดสมาธิ เพราะบน notebook หรือ iPad เรามัก multitasking เดี๋ยวไปแชต สลับด้วยแวะไป YouTube แล้วไป IG แล้วกลับมาทำงาน ทำให้ไม่ได้งานที่ลึกและครอบคลุม 4) การใช้คอมพิวเตอร์มากเกินไป ทำให้เราคุยกับเครื่องมากกว่าคุยกับคน จนไม่สามารถเข้าสังคมได้ดี และบ่อยครั้งไม่ยอมรับความเห็นที่แตกต่าง เพราะอัลกอริธึ่มของแอปต่างๆ ถูกออกแบบให้ถูกใจผู้ใช้ เพื่อให้อยู่หน้าจอนานๆ เพื่อให้เด็กคุยกับแอปที่เห็นแต่ความเห็นคล้ายตัวเอง พอเจอผู้คนในโลกจริงที่ไม่คล้อยตาม ก็อาจปรับตัวไม่ได้ และบางครั้งยังนำไปสู่พฤติกรรมรุนแรงอีกด้วย
การที่ออสเตรเลียเริ่มแบนมือถือสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี และอังกฤษก็เริ่มทำตาม จึงเป็นสิ่งที่ประเทศไทยเราเองน่าจะลองพิจารณาดูเหมือนกัน การติดหน้าจอนานมีผลทั้งต่อสุขภาพตา สุขภาพจิต การมีโลกส่วนตัวสูง และท้ายที่สุดคือการพัฒนาศักยภาพของประชากร เด็กคืออนาคตของประเทศ และเราจะให้เขาเป็นอย่างไร สร้างอนาคตแบบไหน ก็คงต้องเริ่มตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็กอยู่นะครับ





