การประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1 % ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา คือการส่งสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินที่แรงที่สุดในรอบหลายปี เพื่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ
โดยมุ่งหวังให้ต้นทุนเงินกู้ที่ถูกลงเป็น “แรงอัดฉีด” รีสตาร์ทเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่กำลังติดขัด ท่ามกลางวิกฤติหนี้ครัวเรือนที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงเกือบ 90 % ต่อ GDP และความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืดที่เริ่มปรากฏชัดจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่วนเวียนอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย 1- 3 % เป็นการผ่อนปรนภาระดอกเบี้ยจ่ายที่รุมเร้าภาคประชาชนและกลุ่ม SMEs ให้มีสภาพคล่องกลับมาหมุนเวียนได้อีกครั้ง
ในเชิงบวกการหั่นดอกเบี้ยลงเหลือ 1% จะส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่มีหนี้สินสูง ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงทันที ขณะเดียวกันส่วนต่างดอกเบี้ยที่แคบลงกับตลาดโลกจะช่วยสกัดกั้นการแข็งค่าของเงินบาทที่กดดันภาคการส่งออก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนหลักของ GDP ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยท่ามกลางสงครามการค้าโลก นอกจากนี้ยังเป็นการดึงเม็ดเงินจากบัญชีเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนต่ำ เข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า เช่น ตลาดทุนและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่งคั่งและแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
สิ่งที่ต้องดำเนินการนับจากนี้คือการเร่งประสิทธิภาพในการ “ส่งผ่านนโยบาย” เพื่อให้มั่นใจว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายจะสะท้อนไปยังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์อย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยเฉพาะการกำกับดูแลให้กลุ่มเป้าหมายอย่าง SMEs เข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ได้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษ นอกจากนี้ รัฐบาลต้องฉวยจังหวะต้นทุนการกู้เงินที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นี้ เร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างงานและรายได้ กระตุ้นให้เกิด Multiplier Effect ในระบบเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามนโยบาย “ยาแรง” นี้มาพร้อมผลข้างเคียงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่มียอดหนี้เสีย (NPLs) ในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์และที่อยู่อาศัยพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลดดอกเบี้ยอาจกลายเป็นดาบสองคมที่กระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มเติมหากขาดวินัยทางการเงิน รวมถึงความเสี่ยงในการเกิดภาวะ “กับดักสภาพคล่อง” (Liquidity Trap) ที่ต่อให้ดอกเบี้ยต่ำเพียงใด แต่หากความเชื่อมั่นไม่กลับมา เงินก็จะยังคงนิ่งอยู่ในระบบ ไม่เกิดการใช้จ่ายจริง ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะเงินฝืดเรื้อรังที่แก้ยากยิ่งกว่า
หากจะพูดว่าดอกเบี้ย 1% คือโอกาสทองในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่คงไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการบูรณาการนโยบายการเงินเข้ากับมาตรการคลังเฉพาะจุดอย่างมีเอกภาพ หากไทยไม่สามารถเปลี่ยน “เงินต้นทุนต่ำ” ให้กลายเป็นการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และขีดความสามารถในการแข่งขันได้ นโยบายนี้อาจเป็นเพียงการยื้อเวลาท่ามกลางความเปราะบางของระบบการเงินที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ





