วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เมื่อศาลเบรก แต่รัฐบาลเร่ง : เกมภาษีบทใหม่

เมื่อศาลเบรก แต่รัฐบาลเร่ง : เกมภาษีบทใหม่

ในช่วงต้นปี 2569 นโยบายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ได้กลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดการเงินโลกให้ความสนใจอีกครั้ง หลังเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งในด้านกฎหมายและท่าทีของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อผู้ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังขยายวงไปสู่ความเชื่อมั่นของนักลงทุน การตัดสินใจลงทุน และเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลกในภาพรวม

จุดเริ่มต้นของความผันผวนรอบนี้มาจากคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มีคำสั่งยกเลิกภาษีนำเข้าหลายรายการซึ่งเคยถูกบังคับใช้ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) โดยให้เหตุผลว่าฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจเพียงพอในการกำหนดภาษีดังกล่าวโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส แม้คำตัดสินนี้จะช่วยคลายแรงกดดันด้านกฎหมายลงบางส่วน แต่ก็เปิดช่องให้เกิดคำถามใหม่เกี่ยวกับทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในระยะถัดไป

ไม่นานหลังจากนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยการออกมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ภายใต้อำนาจตามกฎหมาย Trade Act of 1974 ซึ่งอนุญาตให้กำหนดภาษีเป็นการชั่วคราว โดยเริ่มเก็บภาษีในอัตรา 10% และปรับเพิ่มเป็น 15% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนชัดว่าความไม่แน่นอนเชิงนโยบายการค้ายังคงอยู่ และมีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยกดดันตลาดโลกเป็นระยะในช่วงต่อจากนี้

ผลกระทบของนโยบายภาษีสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงต้นทุนการค้า แต่เริ่มส่งผ่านไปยังบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก ตลาดหุ้นในหลายประเทศเผชิญแรงขายจากความกังวลว่าต้นทุนที่สูงขึ้นอาจกระทบต่อกำไรของภาคธุรกิจ ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่และกลุ่มผู้ส่งออกต้องรับแรงกดดันเพิ่มเติมจากความผันผวนของค่าเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุน ในภาวะเช่นนี้ นักลงทุนมีแนวโน้มลดความเสี่ยง (risk-off) และชะลอการตัดสินใจลงทุนจนกว่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในเชิงโครงสร้าง จะเห็นว่าตลาดการเงินโลกไม่ได้ตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านภาษีไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ความผันผวนที่เกิดขึ้นสะท้อนมากกว่าความไม่แน่นอนเชิงนโยบายในระยะสั้น ขณะที่สินทรัพย์และอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ฐานะการเงินมั่นคง และมีความสามารถในการรักษาการเติบโตในระยะยาว ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุน แม้ราคาจะถูกกดดันในช่วงที่ตลาดอยู่ในโหมดระมัดระวัง

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ตลาดจึงเริ่มแยกแยะชัดเจนระหว่างความเสี่ยงระยะสั้นกับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ซึ่งในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ระยะสั้นอาจยังเหมาะกับแนวทาง “รอดูสถานการณ์ (Wait and See)” เพื่อประเมินความชัดเจนของทิศทางนโยบายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และผลกระทบที่แท้จริงต่อตลาดโลก

ในขณะเดียวกัน หากมองข้ามความผันผวนระยะสั้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ยังคงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีความน่าสนใจสำหรับการถือครองระยะกลางถึงยาว แม้ราคาจะเผชิญแรงขายจากประเด็นภาษีการค้า การประเมินมูลค่าที่ตึงตัว และกระแสความกังวลเกี่ยวกับ “ฟองสบู่ AI” แต่ปัจจัยพื้นฐานของกลุ่ม Big Tech และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ยังคงแข็งแกร่ง ทั้งในด้านงบดุล ความสามารถในการทำกำไร และบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของโลก ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ของตลาดในระยะสั้น

ด้วยเหตุนี้ ความผันผวนหรือการปรับฐานของราคาหุ้นเทคโนโลยีในช่วงที่ตลาดกังวลเรื่องภาษีและเทคโนโลยี จึงอาจถูกมองเป็นจังหวะในการทยอยสะสมสินทรัพย์คุณภาพ สำหรับผู้ลงทุนที่สามารถรับความผันผวนได้และมีมุมมองระยะยาว ความไม่แน่นอนในวันนี้อาจกลายเป็นโอกาสในการวางรากฐานของผลตอบแทนในอนาคต