วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

จุดเปลี่ยนของ Bitcoin จากสินทรัพย์ที่ถูกมองข้ามสู่สินทรัพย์ในพอร์ตของสถาบัน

จุดเปลี่ยนของ Bitcoin จากสินทรัพย์ที่ถูกมองข้ามสู่สินทรัพย์ในพอร์ตของสถาบัน

ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไม่มีสินทรัพย์ใดถูกตั้งคำถามมากเท่า Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี โดยเฉพาะจากฝั่งสถาบันการเงิน ธนาคาร และนักลงทุนสายอนุรักษ์นิยมที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ กฎเกณฑ์ และมูลค่าพื้นฐานแบบดั้งเดิม ในช่วงแรก ธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิมจำนวนมากยังไม่ยอมจัดให้ Bitcoin เป็น “สินทรัพย์” ด้วยซ้ำ บางแห่งไม่อนุญาตให้ที่ปรึกษาการลงทุนแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับคริปโต และมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือเก็งกำไรที่อยู่นอกกรอบระบบการเงินหลัก แต่ในปัจจุบัน ภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ หลายธนาคารเริ่มให้บริการที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มในเครือ การให้บริการรับฝากทรัพย์สินดิจิทัล การออกผลิตภัณฑ์การลงทุนที่อิงกับคริปโต หรือการจัดทำบทวิเคราะห์เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าสิ่งที่น่าสนใจคือ คนกลุ่มเดียวกันนี้เองที่เคยวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กลับเริ่มถือครองผ่าน ETF บรรจุในพอร์ต หรือแม้กระทั่งวางเป็นสินทรัพย์สำรองในงบดุล วันนี้คำถามจึงไม่ใช่ว่า “Bitcoin จะอยู่รอดไหม” แต่คือ “อะไรทำให้โลกสถาบันเปลี่ยนใจ”

ยุคแห่งความไม่เชื่อ - ทำไมสถาบันจึงปฏิเสธ Bitcoin

ในช่วงแรก Bitcoin ถูกมองว่าเป็น “สินทรัพย์ไร้ผู้ออก” ไม่มีรัฐบาลหรือธนาคารกลางหนุนหลัง และไม่มีงบการเงินหรือกระแสเงินสดให้ใช้ประเมินมูลค่า แตกต่างจากหุ้นหรือพันธบัตรที่สามารถวิเคราะห์ด้วยกรอบการเงินแบบดั้งเดิมได้ในเวลานั้น นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Harvard เคยแสดงความเห็นว่า ความเป็นไปได้ที่ราคา Bitcoin จะกลับลงไปเหลือเพียงหลักร้อยดอลลาร์ มีมากกว่าการปรับขึ้นไปแตะระดับหลักแสนดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทุนของมหาวิทยาลัยเองกลับมีการถือครอง Bitcoin มูลค่าหลายล้านดอลลาร์ในพอร์ตการลงทุน

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงกรอบคิดแบบดั้งเดิมที่เคยเชื่อว่า สินทรัพย์จะยั่งยืนได้ต้องมี “มูลค่าพื้นฐาน” ที่จับต้องได้ แต่เมื่อโครงสร้างตลาดและการยอมรับในระดับสถาบันพัฒนาไป มุมมองต่อสินทรัพย์ดิจิทัลก็เริ่มปรับเปลี่ยนตามไปด้วยด้านธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ก็มีท่าทีไม่ต่างกัน ผู้บริหารระดับสูงบางรายถึงกับประกาศว่าจะไม่สนับสนุนการซื้อขาย Bitcoin ภายในองค์กร เพราะมองว่าเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรสูง เสี่ยงต่อการถูกใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย และอาจกระทบชื่อเสียงของสถาบัน

เหตุผลหลักของการปฏิเสธในยุคนั้นมี 3 ประเด็นสำคัญ

ความไม่ชัดเจนด้านกฎหมายและการกำกับดูแล ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงของสถาบัน ความผันผวนรุนแรงที่ไม่สอดคล้องกับพอร์ตการลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สถาบันไม่ได้ปฏิเสธเพราะไม่เข้าใจเทคโนโลยีเสมอไป แต่ปฏิเสธเพราะ “ยังไม่มีโครงสร้างตลาดที่ทำให้พวกเขาควบคุมความเสี่ยงได้”

จุดเปลี่ยนหลักเมื่อคริปโตเข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลัก

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไม่ได้เริ่มจากการที่ทุกคนเชื่อในอุดมการณ์ของ Bitcoin แต่เริ่มจากการที่ “โครงสร้างตลาด” ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นระบบ และมี Spot Bitcoin ETF ที่เป็นประตูบานใหญ่ของเงินสถาบัน การอนุมัติ Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ กลายเป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะทำให้ Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ภายใต้การกำกับดูแลแบบเดียวกับกองทุนทั่วไป นักลงทุนสถาบันสามารถลงทุนผ่านโบรกเกอร์เดิม ระบบ compliance เดิม และกรอบกฎหมายเดิม โดยไม่ต้องถือเหรียญเองหรือจัดการ private key นี่คือการเปลี่ยน Bitcoin จาก “สินทรัพย์นอกระบบ” ให้กลายเป็น “ผลิตภัณฑ์ตลาดทุน”

ต่อมา การอนุมัติ Ether ETF ยิ่งตอกย้ำว่าคริปโตไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ประเภทใหม่ในระบบการเงิน บริษัทจดทะเบียน: จากทดลองถือ กลายเป็น วางเป็นกลยุทธ์งบดุล บริษัทจำนวนมากเริ่มถือ Bitcoin ในงบดุล ไม่ใช่เพื่อเก็งกำไรระยะสั้น แต่เพื่อเป็นสินทรัพย์สำรองบางส่วนในยุคที่อัตราดอกเบี้ยผันผวนและเงินเฟ้อสูง และเมื่อการถือครองถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ นักลงทุนสามารถตรวจสอบได้ว่า บริษัทใดถือครองมากน้อยเพียงใด สิ่งนี้ทำให้การถือ Bitcoin กลายเป็นเรื่อง “ตรวจสอบได้” และเริ่มถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ

ส่วนทางด้าน ภาครัฐและมิติยุทธศาสตร์ บางประเทศเริ่มถือ Bitcoin ในระดับรัฐ ขณะที่รัฐบาลบางแห่งพิจารณาการจัดการสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้มาจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นระบบมากขึ้น แม้จุดเริ่มต้นจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ Bitcoin เริ่มถูกมองในฐานะ “ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่า “ของเล่นนักเก็งกำไร” ที่น่าสังเกตคือ บุคคลที่เคยวิจารณ์ Bitcoin อย่างหนักในอดีต เริ่มมีท่าทีซับซ้อนขึ้น บางรายยังคงวิจารณ์ แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า ความต้องการในตลาดมีอยู่จริง และระบบการเงินจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับ

การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง: จากข้อกังขาสู่การยอมรับในระดับสถาบัน

คำถามสำคัญคือ อะไรทำให้สถาบันเปลี่ยนจาก “ปฏิเสธ” เป็น “ยอมรับ” Bitcoin คำตอบไม่ได้อยู่ที่อุดมการณ์ แต่คือโครงสร้างตลาดที่พัฒนาเพียงพอ เครื่องมืออย่าง ETF และผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลระดับสถาบัน ทำให้ Bitcoin ถูกบรรจุเข้าอยู่ในกรอบการบริหารความเสี่ยงแบบดั้งเดิมได้ สถาบันไม่ได้ต้องการความเชื่อ แต่ต้องการสินทรัพย์ที่วัดความเสี่ยง กำกับดูแล และควบคุมกระบวนการลงทุนได้อย่างเป็นระบบ

ขณะเดียวกัน Bitcoin ได้พิสูจน์การอยู่รอดผ่านหลายวัฏจักรตลาด แม้เผชิญวิกฤต แรงกดดันทางกฎหมาย และการล่มสลายของผู้เล่นรายใหญ่ แต่ยังสามารถฟื้นตัวและสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ ประสบการณ์เหล่านี้ค่อย ๆ เปลี่ยนมุมมองของสถาบัน จากการมองว่าเป็นกระแสชั่วคราว สู่การยอมรับว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีสถานะถาวรมากขึ้น

แรงกดดันทางการแข่งขันก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เมื่อคู่แข่งเริ่มให้บริการคริปโต ธนาคารและผู้จัดการกองทุนที่ไม่ปรับตัวอาจสูญเสียฐานลูกค้า การยอมรับจึงเป็นทั้งกลยุทธ์ธุรกิจและการรักษาความสามารถในการแข่งขัน

สุดท้าย บริบทเศรษฐกิจมหภาคหลังวิกฤตและช่วงเงินเฟ้อสูง ทำให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัดและไม่ผูกกับนโยบายการเงินแบบเดิม Bitcoin จึงถูกวางตำแหน่งเป็น “ดิจิทัลโกลด์” และถูกพิจารณาในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกในยุคความไม่แน่นอนมากขึ้น

การยอมรับแบบมีเงื่อนไข

โลกสถาบันไม่ได้เปลี่ยนจาก “ไม่เชื่อ” เป็น “ศรัทธา” ในทันที แต่เปลี่ยนจาก “ควบคุมไม่ได้” เป็น “ควบคุมได้”

เมื่อ Bitcoin ถูกบรรจุใน ETF อยู่ภายใต้การกำกับดูแล มีโครงสร้างการเก็บรักษาที่ปลอดภัย และมีข้อมูลการถือครองที่ตรวจสอบได้ มันจึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่สถาบันสามารถบริหารจัดการได้ บทเรียนสำคัญคือ การยอมรับของสถาบันไม่ได้เกิดจากคำโฆษณา แต่เกิดจากโครงสร้างตลาดที่พัฒนาเพียงพอให้พวกเขาใส่สินทรัพย์นี้เข้าไปในระบบได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน จากวันที่ Bitcoin ถูกมองว่าเป็นเพียงความเสี่ยง สู่วันที่มันถูกวางอยู่ในพอร์ตของธนาคาร กองทุน และบางประเทศในฐานะสินทรัพย์ทางเลือก