การปรากฏตัวของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา ณ กรุงวอชิงตัน เพื่อร่วมประชุมคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ตามคำเชิญของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นเพียงการขยับตัวทางทูตเพื่อสร้างคะแนนนิยมในเวทีโลกเท่านั้น
แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าสำหรับประเทศไทย คือการที่ผู้นำกัมพูชาคนนี้ใช้เวทีสากลและสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างรอยเตอร์ เป็นเครื่องมือในการ “ให้ร้ายไทย” และบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนอย่างมีนัยสำคัญ
ภายใต้ภาพลักษณ์ผู้นำรุ่นใหม่ที่จบจากเวสต์พอยท์และมีท่าทีเป็นมิตรกับสหรัฐมากกว่าบิดา ฮุน มาเนต ได้ใช้โอกาสในการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศครั้งแรกโจมตีไทยอย่างรุนแรง โดยอ้างว่า “ทหารไทยยังคงยึดครองดินแดนกัมพูชา” และระบุว่ากองทัพไทยวางตู้คอนเทนเนอร์รวมถึงลวดหนามล้ำเส้นเขตแดนกัมพูชา คำกล่าวอ้างเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการแสดงความคิดเห็น แต่คือการพยายามปัญหาระหว่างสองประเทศให้กลายเป็นประเด็นที่ชาวโลกต้องจับจ้อง โดยเฉพาะภายใต้กลไก “บอร์ดออฟพีซ” ของทรัมป์ที่มุ่งหวังจะเข้ามาจัดการความขัดแย้งทั่วโลกแทนที่สหประชาชาติในบางมิติ
สิ่งที่น่าจับตาคือ ยุทธวิธีโยนความผิด ที่ฮุน มาเนต นำมาใช้ โดยการอ้างว่าฝ่ายไทยไม่ยอมเดินหน้าคณะกรรมการกำหนดเขตแดนร่วม (JBC) เนื่องจากติดปัญหาการเลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในสายตาประชาคมโลก ขณะที่ตนเองพยายามสวมบทบาทผู้นำที่ยึดถือสันติภาพ
แม้ทางด้านกองทัพไทย โดย พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก จะออกมายืนยันว่าสถานการณ์ชายแดนยังเรียบร้อยดี และเชื่อมั่นในฝีมือของกระทรวงการต่างประเทศที่จะตอบโต้ตามกระบวนการทางการทูต แต่บทเรียนในอดีตสอนให้เรารู้ว่า การปล่อยให้ข้อมูลฝ่ายเดียวถูกแพร่กระจายในระดับโลกโดยไม่มีการตอบโต้ที่ฉับไวและทรงพลังพอ อาจนำไปสู่ความเสียเปรียบอย่างมหาศาล
ประเทศไทยต้องตระหนักว่า ฮุน มาเนต กำลังเล่นเกมที่ต่างไปจากสมัยฮุน เซน เขาใช้ความสัมพันธ์อันแนบชิดกับวอชิงตันที่เพิ่มมากขึ้นภายใต้รัฐบาลทรัมป์ เป็นโล่กำบังและอาวุธในการเจรจา หากเขาสามารถโน้มน้าวทรัมป์ได้สำเร็จ แรงกดดันในกรณีข้อพิพาทชายแดนย่อมจะตกมาอยู่ที่ฝั่งไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สงครามในยุคปัจจุบันไม่ได้สู้กันด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่คือ สงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) และการทูตสาธารณะ
หากไทยยังคงเดินตามหลังเกมของฮุน มาเนต ที่เดินสายพูดจาให้ร้ายไทยในทุกเวทีสากล ศักดิ์ศรีของประเทศในสายตาชาวโลกย่อมสั่นคลอน ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้อง “สู้ด้วยความจริง” และจัดการเกมการทูตสองหน้าที่วอชิงตันอย่างทันท่วงที ก่อนที่ข้อบิดเบือนจะกลายเป็นความจริงในความรู้สึกของนานาชาติ





