พระภิกษุ 19 รูป กับน้องสุนัข Aloka ซึ่งเดินเท้าร่วมกันเป็นระยะทาง 3,700 กิโลเมตร เป็นข่าวใหญ่ตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
พระภิกษุเดินเท้านานถึง 109 วัน บางรูปเดินเท้าเปล่า ทุกรูปต้องเผชิญกับบททดสอบทางกายภาพอย่างหนักหน่วง ตั้งแต่ถนนที่ร้อนระอุไปจนถึงหิมะที่หนาวเหน็บ
พระภิกษุรูปหนึ่งถูกรถชนจนต้องตัดขา แต่ท่านก็ให้อภัยผู้ขับขี่โดยไม่แสดงความโกรธเคืองใดๆ
ความเรียบง่ายในการใช้ชีวิต ความอดทนในทุกสภาวะอากาศ คำสอนให้อยู่กับลมหายใจและมีสติ ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมาก ต่างรอต้อนรับจนกลายเป็นปรากฏการณ์
เข้ามาทักทาย มอบดอกไม้ ให้อาหาร บางคนคุกเข่ากับพื้นแสดงความเคารพอย่างซาบซึ้ง สะท้อนให้เห็นว่า ความมุ่งมั่นและวัตรปฏิบัติที่เรียบง่าย สามารถสื่อสารบางสิ่งที่ลึกซึ้งได้เกินกว่าคำพูด
ขบวนที่เดินด้วย “ใจ”
ทั้งหมดเกิดจาก “พระอาจารย์ปัญญากะระ” ชาวเวียดนาม ซึ่งได้ชักชวนพระภิกษุหลายเชื้อชาติ ทั้งทิเบต ลาว ไต้หวัน และไทย ให้มาร่วมเดินเพื่อสันติภาพด้วยกัน
พระที่มีพื้นฐานทางภาษาและประเพณีต่างกัน แต่เริ่มต้นด้วย “เป้าหมายเดียวกัน” คือการแสวงหาสันติภาพ ด้วยการเดินอย่างสงบบนระยะทางอันยาวไกล
ตลอดเส้นทาง ไม่ปรากฏภาพของการแสดงตัวตน เพื่อความโดดเด่นของพระภิกษุรูปใด พระทุกรูปเดินตามลำดับอย่างสงบ มีเพียงพระผู้นำเท่านั้น ที่สื่อสารธรรมะว่า สันติภาพเริ่มต้นที่ตัวเรา
เมื่อมี “สันติภาพ” เป็นเป้าหมายหลัก ตัวตนของพระผู้ร่วมทางก็ย่อมเล็กลง ข้อมูลเกี่ยวกับพระภิกษุแต่ละรูป แทบไม่ได้ถูกนำเสนอเลย เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ตัวบุคคล แต่คือภารกิจร่วมกัน
พระผู้ไม่เคยเอนกาย
หนึ่งในพระภิกษุนานาชาติ 19 รูปนั้น พระที่คนไทยควรได้รู้จักก็คือพระอาจารย์พิเชษฐ์ ปิยธมฺโม พระป่าจากจังหวัดนครศรีธรรมราช
ผมสังเกตเห็นว่าท่านเดินในลำดับต้นๆ ของขบวน และยืนระยะตลอดเส้นทาง
ท่านครองผ้าเพียง 3 ผืน ที่ผ่านการใช้งานมายาวนานกว่า 16 ปีเป็นผ้าผืนเดิม ที่ท่านทั้งปะและชุนด้วยตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า และปฏิเสธที่จะรับผ้าผืนใหม่ที่มีผู้ถวายให้
ท่านเดินเท้าเปล่า เช่นเดียวกับพระปัญญากะระ แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือท่านถือวัตร “เนสัชชิก” หมายถึง “ไม่เอนกายลงนอนราบ” มานานกว่า 13 ปีแล้วสะท้อนถึงวินัยและความตั้งมั่นที่หาได้ยาก
วัตรปฏิบัติเช่นนี้ เสมือนการสื่อสารว่า การดูแลรักษาและพอใจในสิ่งที่มีอยู่ เป็นรากฐานของความสงบภายใน
เมื่อร่างกายอ่อนล้าจากการเดินเท้าเปล่าทั้งวันคนทั่วไปคงอยากเอนกายลงนอนพักผ่อน แต่ท่านกลับ“นั่งพักอย่างมีสติ” ทุกค่ำคืน เป็นความเพียรที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องตลอดการเดินทาง
โลกของฆราวาส
ถามว่าพระภิกษุทั้ง 19 รูปเริ่ม“ฟอร์มทีม” กันมาอย่างไร ข้อมูลมีเพียงว่า พระปัญญากะระ เป็นผู้ริเริ่มเชิญชวนพระภิกษุจากประเทศต่างๆ เข้าร่วม
แม้จุดเริ่มต้นจะเรียบง่าย แต่สิ่งที่ปรากฏชัดในเวลาต่อมาก็คือความสามารถในการรักษาเอกภาพ ตลอดการเดินทางที่ยากลำบากและยาวนาน จนนำไปสู่ความสำเร็จของภารกิจ
เมืองไทยเราในเวลานี้ ก็กำลังมีการ “ฟอร์มทีม” เช่นกันครับ คือการจัดตั้งรัฐบาล และคณะรัฐมนตรี 36 คน
แน่นอนว่าวิถีของสมณะและวิถีของนักการเมือง ย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง พระภิกษุมีศีลปฏิบัติ และดำเนินชีวิตภายใต้กรอบวินัยเดียวกันจะนำมาเปรียบกับนักการเมืองมิได้
เพราะผู้บริหารประเทศ ต้องทำงานภายใต้ระบบการเมือง ความคาดหวังของประชาชน และข้อจำกัดจากโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อน
ในโลกของฆราวาส การรักษาเอกภาพของทีม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ และความเห็นที่แตกต่าง รวมทั้งแรงกดดันจากรอบด้าน
การจัดตั้งรัฐบาลมักต้องใช้เวลาในการเจรจา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่เรียบร้อย แต่ก็มีเค้าลางให้เห็นพอสมควร
เรื่องหลักในการเจรจาก็คือ การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งทุกพรรคมักต้องการกระทรวงที่มีงบประมาณสูงมากกว่าที่จะเน้น “เป้าหมายร่วม” ในการสร้างความสุขให้ประชาชนซึ่งตรงนั้นมักเป็นเรื่องรอง ที่มาว่ากันในลำดับต่อไป
บทเรียนจาก 19 รอยเท้า
ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้รัฐมนตรี ก้าวเดินและดำเนินชีวิตแบบพระภิกษุ แต่พวกเขาคาดหวังให้ผู้บริหารประเทศ “ดูแลและซ่อมแซมระบบ” ที่มีอยู่ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เช่นเดียวกับที่พระอาจารย์พิเชษฐ์ ท่านดูแลจีวรของท่านอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพราะจีวรนั้นใหม่ แต่เพราะท่านให้คุณค่ากับสิ่งที่มีอยู่
ความสำเร็จของขบวนจาริก 19 รูป อาจไม่ได้เกิดจากความสามารถของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เกิดจากความสามารถของทุกคนในการลดทอนตัวตน และรักษาเป้าหมายร่วมกัน
หากคณะรัฐมนตรี 36 ท่าน ให้ความสำคัญกับเป้าหมายร่วม มากกว่าความสำคัญของตำแหน่งส่วนบุคคล ความเชื่อมั่นจากประชาชนก็มีโอกาสจะเติบโตขึ้น
ขบวนหนึ่งเดินโดยไม่มีอำนาจทางการเมือง อาศัยเพียงพระวินัยและความเพียรเป็นเครื่องนำทาง อีกขบวนหนึ่งเดินด้วยอำนาจรัฐ เพื่อสร้างผลลัพธ์ให้ประชาชน
แม้วิถีจะแตกต่างกัน แต่ถ้ามีความเพียร ความสม่ำเสมอ และเป้าหมายที่มั่นคงเป็นแกนกลาง รอยเท้าของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ก็อาจกลายเป็นรอยเท้าที่ได้รับการยอมรับและจดจำได้อย่างยั่งยืน
เพราะสุดท้ายแล้ว กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า รอยเท้าของรัฐบาลใดจะตราตรึงและมั่นคงกว่ากัน
ไม่ใช่เพียงในช่วงเริ่มต้นของการเดินทางเท่านั้น





