ตลาดหุ้นโลกเริ่มปี 2026 อย่างน่าสงสัย เมื่อหุ้นเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ต่างปรับตัวลงสวนทางกับรายได้และกำไรที่กำลังเติบโต กลายเป็นคำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนช่วงนี้ว่า
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่และอนาคตหุ้นเทคฯ จะเป็นอย่างไรต่อจากนี้?”
คำตอบสั้น ๆ คือ ความเชื่อมั่นในมูลค่าระยะยาวของธุรกิจซอฟต์แวร์ลดลงอย่างรวดเร็วในยุค AI เหตุการณ์นี้เป็นเหมือนวัฏจักรของตลาดทุนที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนรอบของธุรกิจ
คำตอบแบบเต็ม เกิดจากการศึกษาอดีต วิเคราะห์ความแตกต่างในปัจจุบัน เพื่อตีความผลกระทบในอนาคต
เริ่มต้นที่เข้าใจอดีต ซอฟต์แวร์คือ Disrupter ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษ 2010s แต่เมื่อเป็นธุรกิจที่เคยถูกดิสรัป ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกดิสรัปด้วยเช่นกัน
ย้อนกลับไปปี 2011 Marc Andreessen ผู้ร่วมก่อตั้ง Andreessen Horowitz ได้เขียนบทความชื่อดังว่า “Software is Eating the World” เสนอแนวคิดว่า ซอฟต์แวร์จะเข้าไปแทนที่ธุรกิจดั้งเดิมแทบทุกอุตสาหกรรม เพราะต้นทุนการพัฒนาและกระจายซอฟต์แวร์ลดลงอย่างมากจากการมีอินเทอร์เน็ต
เรื่องนี้เป็นจริงอย่างไม่ต้องสงสัยในทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทซอฟต์แวร์ใช้ความได้เปรียบเรื่องต้นทุนส่วนเพิ่มเมื่อขยายฐานผู้ใช้ (per-seat) เป็นตัวแปรหลักในการเติบโต กลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่หลายแห่งจึงมี Net Margin สูงกว่า 25-40%
นักลงทุนที่เข้าใจธีมและลงทุนตั้งแต่ต้น ได้ประโยชน์จากการขยายตัวทั้งของกำไรและ Multiple เพราะตลาดเชื่อว่าซอฟต์แวร์จะเติบโตสูง 15-20% ต่อปีต่อเนื่องอย่างยั่งยืน P/E ระดับ 30-40 จึงถูกมองว่าสมเหตุสมผล
อย่างไรก็ดี ความได้เปรียบนี้ดูจะหมดไปอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าสู่ยุคที่ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจได้โดยไม่ต้องเพิ่มผู้ใช้งาน
ล่าสุดในยุค Agentic AI ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือเสริม แต่สามารถทำหน้าที่ควบคุมการทำงานได้แบบกึ่งอัตโนมัติ จนบางครั้งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงซอฟต์แวร์โดยตรง
โมเดลธุรกิจแบบ per-seat เดิมจึงถูกตั้งคำถามถึงโอกาสในอนาคต เช่นถ้า AI ทำให้บริษัทใช้พนักงานน้อยลง 10-20% รายได้ที่ผูกกับจำนวนบัญชีก็จะลดลงตาม ในขณะที่ต้นทุนใหม่ เช่น ค่าใช้โมเดลหรือ GPU ยังคงอยู่ ตลาดจึงเริ่มประเมินว่ากำไรในอีก 3-5 ปีข้างหน้าจะไม่เติบโตในอัตราเดิม
คำถามไม่ใช่แค่ “ทำไม” แต่คือ “เมื่อไหร่”
ในมุมเทคโนโลยี การพัฒนาโมเดลภาษาและ AI agent ก้าวหน้าเร็วมาก ต้นทุนการประมวลผลต่อหน่วยลดลงหลายสิบเท่าตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ล่าสุดปี 2026 บางองค์กรเริ่มทดลองนำ AI ใช้แทนที่พนักงานบ้างแล้ว
ส่วนในมุมมองด้าน Valuation หากต้นทุน AI คิดเป็นเพียง 1-2% ของรายได้ แต่บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพนักงานลงได้ถึงปีละ 5-10% การตัดสินใจนำ AI มาใช้จะยิ่งเกิดขึ้นเร็ว หมายความว่าผลกระทบต่อซอฟต์แวร์แบบเดิมจะสะท้อนในงบการเงินทันที หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปจะมีหลายธุรกิจที่ราคาหุ้นไม่คุ้มค่า Multiple ของกำไรระดับสูง
ในเชิงปริมาณนักลงทุนสามารถจับตาไปที่ 3 ตัวชี้วัดหลัก
หนึ่ง อัตราการเติบโตของ EPS หากลดจาก 20% เหลือ 10% ค่า P/E ที่เหมาะสมอาจลดจาก 35 เท่า เหลือประมาณ 20 เท่า
สอง แนวโน้มของ Margin หาก Gross Margin ลดลง 3-5% ต่อเนื่อง ตลาดจะตีความว่าโครงสร้างกำไรเปลี่ยนถาวร
สาม Free Cash Flow หากกระแสเงินสดอิสระต่ำกว่า 4-5% ของมูลค่าตลาด ความเสี่ยงด้าน Valuation จะเร่งตัวขึ้นทันที
สำหรับนักลงทุน ผมมองว่าความเสี่ยงครั้งนี้มีโอกาสซ่อนอยู่ เพียงแค่เราปรับกลยุทธ์ไปเป็นการคัดเลือกตามโครงสร้างรายได้
ซอฟต์แวร์ที่มีโมเดลรายได้แบบคิดตามจำนวนคน (Per-Seat) คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดและยากที่กระแสเทคโนโลยีจะย้อนกลับ
กลยุทธ์หลักควรเป็นการเปลี่ยนกลุ่ม ไปลงทุนในซอฟต์แวร์ที่มีโมเดลรายได้แบบอื่นๆ
แบบผูกกับมูลค่าธุรกรรม (Transaction-based) หรือสินทรัพย์ (Asset-based) เช่น ระบบชำระเงิน หรือรายได้จาก hardware ถือว่าดีกว่า แต่มีข้อเสียด้านความสัมพันธ์กับวัฏจักรเศรษฐกิจที่สูง
ส่วนโมเดลที่คิดตามปริมาณการใช้ (Consumption) เช่น คลาวด์หรือฐานข้อมูล มีความเสี่ยงน้อยที่สุดเพราะ AI หนุนการเพิ่มปริมาณการประมวลผล แต่มีการลงทุนสูง โอกาสสร้างผลตอบแทนต่ำกว่ากลุ่มอื่น
ท้ายที่สุด AI จะกินโลกหรือไม่ อาจไม่ใช่คำถามที่ถูกต้อง เพราะประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีใหญ่ทุกครั้งจะขยายขนาดเศรษฐกิจโดยรวม มากกว่าจะทำลายมันทั้งหมด
“มูลค่าจะไหลไปอยู่ตรงไหน และเราจ่ายราคาเท่าไรสำหรับกำไรในอนาคต” เป็นคำถามที่สำคัญกว่า
เพราะยุค AI ผู้ชนะคือผู้ที่เข้าใจว่า กำไรจะย้ายจากชั้นบนของซอฟต์แวร์ ลงไปสู่ชั้นข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และผู้ที่นำ AI ไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุดครับ





