วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

CFA หนุนไอเดีย SME สีเขียว เชื่อมต่อเงินทุนโลก

CFA หนุนไอเดีย SME สีเขียว เชื่อมต่อเงินทุนโลก

สวัสดีครับ

การเลือกตั้งเพิ่งผ่านพ้นไป โดยพรรคภูมิใจไทยน่าจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตามความคาดหมาย สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจจากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่าจะเดินหน้าสานต่อแนวนโยบายเดิมโดยเฉพาะ Reinvent Thailand ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และภาคการเงิน เพื่อออกแบบ‑ขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งอาจจะต้องรอถึงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้กว่า ครม. ใหม่จะลงตัว ขณะเดียวกัน บริบทเศรษฐกิจโลกก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ 

ภายใต้แนวนโยบายดังกล่าวคือธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว จะได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนอย่างจริงจัง อย่างที่เราทราบกัน “พี่ใหญ่” อย่างธุรกิจใหญ่ๆ ในประเทศไทยกำลังวางรากฐานด้านนี้อย่างแข็งขัน แล้ว “น้องเล็ก” อย่างกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ได้รับผลกระทบสะสมจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเดินหน้าต่ออย่างไรในการหาแนวทางยกระดับรูปแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับกติกาเศรษฐกิจสีเขียวของโลกยุคใหม่

แม้อาจจะฟังดูยาก แต่เรื่องนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ครับ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานและกล่าวปาฐกถาในการเปิดตัวโครงการ Climate Finance Accelerator (CFA) ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล สหราชอาณาจักร โดยโครงการนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เร่งพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง โดย CFA ไม่ใช่เพียงแต่เป็นแหล่งเงินสนับสนุนเท่านั้น แต่ยังให้ความรู้เชิงเทคนิคแก่ธุรกิจที่มีเป้าหมายด้านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปลายทางจะช่วยผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนประเทศสมาชิกในการบรรลุพันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม

นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 2563 โครงการ CFA ได้สนับสนุนโครงการไปมากกว่า 200 โครงการทั่วโลก และช่วยระดมทุนได้กว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 15,600 ล้านบาท) ในประเทศสมาชิกต่างๆ อาทิ โคลอมเบีย แอฟริกาใต้ หรือเวียดนาม สำหรับประเทศไทย CFA วางเป้าหมายสนับสนุนโครงการใน 6 ภาคเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ เกษตรกรรมและการใช้ที่ดิน อาคารและการก่อสร้าง พลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต การขนส่ง และเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งสอดรับกับภาคธุรกิจหลักของไทย โดยการที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เข้าร่วมโครงการในช่วงนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SME หรือแม้แต่ธุรกิจสตาร์ทอัพที่ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและยกระดับมาตรฐานโครงการให้เทียบเท่าระดับสากล

หัวใจหลักของโครงการ CFA อยู่ที่การลดช่องว่างระหว่าง “นวัตกรรม” กับ “เงินลงทุน” ปัญหาที่พบบ่อยในธุรกิจที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช่การขาดนวัตกรรม แต่เป็นการขาดความพร้อมในเชิงโครงสร้างและแนวทางการนำเสนอที่ตรงกับความต้องการของนักลงทุน โครงการ CFA จึงได้เข้ามาเติมเต็มในจุดนี้ โดยจะให้ความช่วยเหลือเริ่มจากการคัดเลือกและเพาะบ่มโครงการที่มีศักยภาพผ่านการให้คำปรึกษาเชิงลึกเพื่อยกระดับความพร้อมทางการเงินและความน่าเชื่อถือของแบบจำลองธุรกิจ ถัดมาคือการสร้างเวทีเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับนักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และยังจะช่วยวิเคราะห์อุปสรรคเชิงโครงสร้างของตลาดอีกด้วย

หนึ่งในตัวอย่างจากเพื่อนบ้านเราที่น่าสนใจคือ กรณีของผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในเวียดนามชื่อว่า DAT BIKE ซึ่งเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพที่เปลี่ยนจากรถจักรยานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันไปเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดย DAT BIKE ได้รับเงินทุนกว่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 124 ล้านบาท) ในการขยายธุรกิจและเพิ่มการผลิต โดยคาดว่าเงินทุนจำนวนดังกล่าวสามารถช่วยเพิ่มจำนวนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนได้มากกว่า 3 หมื่นคันในระยะเวลาอีก 2 ปีข้างหน้า และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้มากกว่า 26,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในแต่ละปี 

ด้วยการที่ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 และด้วยเม็ดเงินขั้นต่ำอีกไม่น้อยกว่า 5 ล้านล้านบาทที่ต้องเติมเข้ามาเพื่อเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตลอดจนความรู้ความเข้าใจในเชิงเทคโนโลยี และองค์ความรู้ใหม่ จึงนับเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากโครงการ CFA นี้ โดยเฉพาะการส่งเสริมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจภาคพลังงานและภาคขนส่ง ซึ่งโครงการ CFA จะเปรียบเสมือน “สปริงบอร์ด” ที่ช่วยให้ธุรกิจพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานให้สอดรับกับมิติด้านความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม กลไกทั้งหมดจะเดินหน้าได้จริงต่อเมื่อมีภาคธนาคารที่ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งผ่านเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสถาบันการเงินไทยมีบทบาทสำคัญในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อธุรกิจเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน หรือเครื่องมือทางการเงินเฉพาะทางสำหรับโครงการคาร์บอนต่ำอื่นๆ รวมถึงยังพร้อมให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคและการประเมินโครงการของลูกค้าทุกกลุ่ม อันจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจทุกกลุ่มปรับตัวได้อย่างเป็นระบบ

ท้ายที่สุด การเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ไม่ใช่ภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการร่วมกันของภาครัฐที่กำหนดนโยบาย โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศที่ให้ทั้งเครื่องมือและความรู้ และภาคเอกชนที่ต้องปรับกลยุทธ์ธุรกิจ หากทั้งสามเสาหลักนี้ประสานกันได้อย่างต่อเนื่อง ธุรกิจของไทยโดยเฉพาะ SME จะกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนต่อไปครับ