วันพุธ ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ยุคแห่ง ‘อำนาจดิบ’ กำลังมาแทนระเบียบโลกเดิม?

ยุคแห่ง ‘อำนาจดิบ’ กำลังมาแทนระเบียบโลกเดิม?

สถานการณ์โลกในปัจจุบันมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ดังที่ “เรย์ ดาลิโอ” และผู้นำระดับโลกหลายคนเห็นพ้องในการประชุมความมั่นคงที่มิวนิกว่า “ระเบียบโลกเดิมที่ใช้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือในปี 1945 ได้ตายลงแล้ว” โลกกำลังก้าวเข้าสู่ “ระยะที่ 6” ของวงจรใหญ่

    ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายสูงสุดที่กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศเสื่อมสลาย และถูกแทนที่ด้วยพลวัตของอำนาจดิบภายใต้กฎแห่งป่าที่ว่า “ผู้แข็งแกร่งคือผู้กำหนดกฎหมาย” ส่งผลให้เสรีภาพและความมั่นคงที่เคยเป็นเรื่องแน่นอนในอดีต กลายเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนอีกต่อไปในยุคภูมิรัฐศาสตร์ใหม่นี้
    ในยุคแห่งการประลองกำลังที่ว่านี้ ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสู้รบทางทหาร แต่ขยายไปสู่ “สงคราม 5 รูปแบบ” ที่เกี่ยวพันกันอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นจากการใช้ สงครามเศรษฐกิจและการค้า เพื่อตัดกำลังคู่แข่ง ตามด้วย สงครามเทคโนโลยี เพื่อกีดกันนวัตกรรมสำคัญ สงครามภูมิรัฐศาสตร์ ในการแย่งชิงพันธมิตร และ สงครามเงินทุน ที่ใช้การคว่ำบาตรปิดกั้นกระแสเงินสด สงครามเหล่านี้มักเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานก่อนจะลุกลามไปสู่ สงครามทางการทหาร ในท้ายที่สุด เนื่องจากองค์กรกลางอย่างสหประชาชาติไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการยับยั้งมหาอำนาจที่มีกำลังทหารและความมั่งคั่งเหนือกว่าได้

    เมื่อโลกเข้าสู่สภาวะสงคราม นโยบายเศรษฐกิจจะถูกปรับเปลี่ยนไปสู่ ระบบเผด็จการทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลจะเข้ามาควบคุมทรัพยากรทุกอย่างเพื่อสนับสนุนกองทัพ ในช่วงเวลานี้ “เงินกระดาษ” และระบบเครดิตจะเริ่มไร้ค่า เนื่องจากการพิมพ์เงินมหาศาลเพื่อชดเชยหนี้สินจากการทำสงคราม ซึ่งนำไปสู่การเสื่อมค่าของสกุลเงินและพันธบัตร ท่ามกลางความผันผวนนี้ “ทองคำ” จะกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือที่สุด เนื่องจากเป็นสื่อกลางที่ยังคงมูลค่าที่แท้จริงในยามที่ความเชื่อมั่นในระบบการเงินปกติพังทลายลง

    บทเรียนจากประวัติศาสตร์อย่างสงครามโลกครั้งที่สอง ชี้ให้เห็นว่าวิกฤตเศรษฐกิจมักเป็นตัวเร่งให้เกิดผู้นำแนวชาตินิยมและเผด็จการ ซึ่งนำไปสู่การปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและการสะสมกำลังทหาร สัญญาณอันตรายที่ชัดเจนในปัจจุบันคือสภาวะ Prisoner’s Dilemma หรือความระแวงระหว่างมหาอำนาจเดิมที่กำลังเสื่อมถอยกับมหาอำนาจใหม่ที่ก้าวขึ้นมา จนนำไปสู่ความกลัวว่าหากตนไม่เริ่มโจมตีก่อนอาจจะถูกทำลายเสียเอง สภาวะเช่นนี้ทำให้โลกตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงหากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงผลประโยชน์ที่ยอมความกันไม่ได้
    ทางรอดเดียวท่ามกลางความขัดแย้งที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดนี้ คือการตระหนักว่าชัยชนะที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่การทำลายล้าง แต่คือ “การอดทนต่อความเจ็บปวด” ว่าใครจะทนได้นานกว่า ประเทศที่อยู่รอดและรุ่งเรืองได้ต้องรักษา ผลิตภาพ ภายในประเทศให้แข็งแกร่ง บริหารจัดการทรัพยากรให้สมดุลระหว่างกองทัพและสวัสดิการประชาชน และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความสัมพันธ์แบบ ชนะ-ชนะ กับคู่แข่ง แม้วงจรแห่งอำนาจจะมีวันเสื่อมถอยตามธรรมชาติ แต่การยึดถือหลักการพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยประคองให้การเปลี่ยนผ่านระเบียบโลกใหม่สูญเสียน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้