การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจโลกในศตวรรษนี้ บทบาทของ AI ได้ขยายตัวจากการเป็นเทคโนโลยีเฉพาะด้าน ไปสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” ที่ส่งผลต่อผลิตภาพ (productivity) ความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ตลอดจนความมั่นคงเชิงเทคโนโลยีของประเทศต่าง ๆ ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างฝั่งตะวันตกที่นำโดยสหรัฐฯ กับฝั่งเอเชียซึ่งมีจีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเป็นแกนหลัก
ในฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ การพัฒนา AI มุ่งเน้นไปที่ซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มดิจิทัล คลาวด์ และโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีข้อได้เปรียบด้านข้อมูล (Data), กำลังประมวลผล และระบบนิเวศของนักพัฒนา ส่งผลให้เกิดการเร่งลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือราคาหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ โดยเฉพาะในตลาด Nasdaq ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น และกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นโลกในช่วงหลังโควิด-19
อย่างไรก็ดี ความคาดหวังเชิงบวกจำนวนมากได้สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นแล้ว ทำให้ระดับมูลค่าประเมิน (Valuation) ของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต แม้การเติบโตของ AI จะยังดำเนินต่อไป แต่ส่วนต่างผลตอบแทนในอนาคตอาจถูกจำกัดมากขึ้น และความผันผวนจากปัจจัยด้านนโยบายการเงินหรือผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาด อาจส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นได้ง่ายกว่าในอดีต
ในทางตรงกันข้าม ฝั่งเอเชียมีบทบาทเชิงโครงสร้างที่แตกต่างออกไป แต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เอเชียเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทาน AI ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การออกแบบและผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง หน่วยความจำสำหรับการประมวลผล AI เครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับการผลิตชิป ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานของดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทชั้นนำในไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ถือครองเทคโนโลยีเฉพาะทางที่มีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดสูง และมีอำนาจในการกำหนดราคา (Pricing power) อย่างชัดเจน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ผู้ผลิตชิปขั้นสูง หน่วยความจำความเร็วสูงสำหรับ AI และผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมีคำสั่งซื้อจองล่วงหน้าไปแล้วหลายปี สะท้อนอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและมีลักษณะเชิงโครงสร้าง ไม่ได้ขึ้นกับวัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ในมุมนี้ บริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI ของเอเชียจึงเปรียบเสมือน “คอขวด” ที่อุตสาหกรรม AI โลกไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
สำหรับจีน แม้จะเผชิญข้อจำกัดจากมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ แต่กลับเร่งลงทุนพัฒนา AI Ecosystem ภายในประเทศอย่างจริงจัง ทั้งในด้านดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบระบายความร้อน พลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีในประเทศ ส่งผลให้บริษัทบางส่วนยังสามารถเติบโตได้จากอุปสงค์ภายใน แม้จะไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับแนวหน้าเทียบเท่าตะวันตกได้ทั้งหมดก็ตาม
จากมุมมองการลงทุน ประเด็นที่น่าสนใจคือช่องว่างด้านมูลค่าประเมินระหว่างหุ้นเทคโนโลยีเอเชียและหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่กว้าง หุ้นเทคโนโลยีเอเชียจำนวนมากซื้อขายที่ระดับราคาต่ำกว่า Nasdaq อย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับมีคุณภาพธุรกิจ ความสามารถในการทำกำไร และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ใกล้เคียงกัน ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนโอกาสเชิงโครงสร้าง หากการลงทุนด้าน AI ของโลกยังคงเดินหน้าต่อเนื่องในทศวรรษหน้า
กล่าวโดยสรุป AI ไม่ใช่เพียงธีมการลงทุนระยะสั้น แต่เป็นรากฐานการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว ภายใต้บริบทที่หุ้นเทคโนโลยีตะวันตกปรับตัวขึ้นมาอย่างมากแล้ว การกระจายการลงทุนไปยังหุ้นเทคโนโลยีเอเชียที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI และยังมีมูลค่าที่สมเหตุสมผลกว่า อาจช่วยเพิ่มสมดุลระหว่างโอกาสและความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนระยะกลางถึงยาวได้
ในบริบทนี้ แนวทางการลงทุนที่เน้นคัดเลือกบริษัทเทคโนโลยีเอเชียซึ่งเป็นผู้เล่นเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรม AI เช่นเดียวกับแนวคิดที่ใช้ในกองทุน K-ATECH ถือเป็นตัวอย่างของการนำธีมการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลกเทคโนโลยีมาปรับใช้ในเชิงการลงทุนอย่างมีวินัย โดยมุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงจากตลาดที่มีมูลค่าสูงเกินไป และให้ความสำคัญกับการเติบโตระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรในระยะสั้น





