อาการหนักเกินไปแล้ว เมื่อประเทศไทยได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน “สอบตก” ในดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ปี 2568 อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก ลดลงจากปีก่อนหน้า
เป็นสัญญาณเตือนถึง “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่ฝังลึกในสังคมไทย คะแนนระดับนี้ สะท้อนว่าไทยยังมีปัญหาการทุจริตสูง ระดับความโปร่งใสต่ำ ที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ ภาพลักษณ์ความโปร่งใสของไทยตามหลังหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึง “ลาว” และ “เวียดนาม” กระทบความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“คอร์รัปชัน” ไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาศีลธรรมของ “นักการเมือง” หรือ “เจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่ม” แต่เป็นต้นทุนมหาศาลที่ประเทศต้องจ่ายในทุกมิติ งบประมาณแผ่นดินควรถูกใช้พัฒนาการศึกษา สาธารณสุข หรือโครงสร้างพื้นฐาน กลับรั่วไหลไปกับระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ทับซ้อน การจัดซื้อจัดจ้างที่ขาดความโปร่งใส ทำให้รัฐต้องจ่ายแพงกว่าความเป็นจริง คุณภาพโครงการต่ำกว่ามาตรฐาน และสุดท้ายประชาชนเป็นผู้รับภาระทั้งในรูปภาษีและคุณภาพชีวิตที่ด้อยลง
มิติทางเศรษฐกิจ คอร์รัปชัน คือ อุปสรรคสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ นักลงทุนย่อมต้องการความชัดเจนของกติกาและความเป็นธรรมของระบบกฎหมาย เมื่อภาพลักษณ์ประเทศถูกมองว่า มีความเสี่ยงด้านการทุจริตสูง ต้นทุนทางธุรกิจก็เพิ่มขึ้น ความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็ลดลงโดยปริยาย ส่วนมิติสังคมและการเมือง คอร์รัปชัน กำลังกัดเซาะบ่อนทำลายความเชื่อมั่นประชาชนต่อรัฐและกระบวนการยุติธรรม เมื่อผู้คนรู้สึกว่ากฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ หรือมีมาตรฐานสองชั้น ความศรัทธาต่อระบบประชาธิปไตยย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย
การจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังดำเนินไปต้องทำให้เป็นตัวอย่าง ควรแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ดันการต่อต้านคอร์รัปชันให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องไม่ใช่แค่คำขวัญทางการเมือง การคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ ต้องยึดหลักคุณธรรม โปร่งใส กลไกตรวจสอบต้องเป็นอิสระและเข้มแข็ง เรื่องของ “คอร์รัปชัน” การทุจริต หรือ จะเรียกภาษาบ้านๆ ว่าการโกง อาจไม่ใช่หน้าที่รัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว
ภาคธุรกิจเองต้องยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล ต้องกล้าปฏิเสธจ่ายสินบน และสนับสนุนระบบจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส แม้แต่พวกเราเองที่เป็นประชาชน ก็ควรสร้างวัฒนธรรมการไม่ยอมรับการโกงในทุกระดับ ตั้งแต่เรื่องเล็กในชีวิตประจำวันไปจนถึงนโยบายระดับชาติ.....“คอร์รัปชัน” คือ ภัยคุกคามต่ออนาคตประเทศ หากไม่เร่งแก้ไขความเสียหายจะยิ่งทวีคูณ จนสุดท้ายประเทศไทยจะไม่เหลืออะไรเลย...





