ปลายปี 2025 ต่อเนื่องสู่ต้นปี 2026 คือช่วงเวลาที่นักลงทุนทั่วโลกต่างรู้สึกถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ที่มีทั้งโอกาสจากการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังผลักเศรษฐกิจโลกให้เดินหน้า ในขณะที่ความเสี่ยงจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อตอบสนองต่อปัจจัยดังกล่าว
ตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) ถูกมองว่าเป็นตลาดที่จะได้ประโยชน์จากปัจจัยเหล่านี้ โดย IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะโตประมาณ 3.3% ท่ามกลางแรงขับเคลื่อนใหม่จากการลงทุนของภาคธุรกิจและเทคโนโลยีที่เริ่มเข้ามาแทนที่การบริโภคที่ชะลอตัว ในขณะที่เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเกิดใหม่คาดว่าจะโตได้ราว 4% ซึ่งสูงกว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความเสี่ยงที่สูงขึ้น สะท้อนว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อาจเติบโตช้าลง แต่มีความมั่นคงมากพอที่จะรองรับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกได้
ทั้งนี้ การลงทุนใน AI กลายเป็นแรงขับสำคัญของเศรษฐกิจจริง โดยการลงทุนของธุรกิจทั่วโลกกำลังเบี่ยงจากการบริโภคไปสู่ การลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานสำรอง หรืออุปกรณ์ประมวลผลขั้นสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการจากประเทศเกิดใหม่ให้เพิ่มขึ้นโดยตรง ห่วงโซ่อุปทาน AI กลายเป็น “เหมืองทองคำ” รวมถึงในไต้หวัน เกาหลีใต้ เวียดนาม และจีนตอนใต้ ไม่ใช่แค่คนผลิตชิป แต่ยังรวมถึงโรงงาน EMS ผู้ผลิตแผงวงจร ผู้ผลิตระบบจัดการพลังงาน และบริการคลาวด์ที่ปรับตัวรับเวิร์กโหลด AI ที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ขณะเดียวกัน จีนก็เร่งพัฒนา AI แบบพึ่งพาตัวเอง AI models ของจีนบางตัวมีประสิทธิภาพถึง 90% ของสหรัฐฯ และยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีจีนกำลังใช้โมเดลเหล่านี้กับธุรกิจจริง ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซ โฆษณา โลจิสติกส์ หรือแม้แต่รถยนต์ไร้คนขับด้วยต้นทุนที่ถูกลงกว่าเดิมมาก ตลาดเกิดใหม่จึงไม่ใช่ “ผู้ตาม” ด้าน AI แต่กำลังกลายเป็น “ผู้เล่นหลัก” ที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลก
สำหรับปัญหานโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนผู้ส่งออกประเทศเกิดใหม่พุ่งขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกดดันทั้งผู้ประกอบการและความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่บริษัทที่มีตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดหลักยิ่งถูกบีบหนักเข้าไปอีก โดยหลังการประกาศภาษี เงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนเลือกหลบความไม่แน่นอนเข้าสู่ตลาดพัฒนาแล้วมากขึ้น
อย่างไรก็ดี เมื่อระบบการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนตึงตัวขึ้น การย้ายฐานการผลิตจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และผลที่เกิดขึ้นคือประเทศอย่าง เม็กซิโก และเวียดนาม กลายเป็นจุดหมายที่บริษัทข้ามชาติเข้าไปตั้งฐานผลิตกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะใกล้ตลาดสหรัฐฯ มากกว่าและมีความเสี่ยงจากภาษีน้อยกว่า ในขณะที่ อินเดียยังคงเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลกด้วย GDP ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 6.4-6.8% พร้อมแรงผลักดันจากประชากรวัยทำงานจำนวนมาก ความคึกคักด้านบริการดิจิทัล และการปฏิรูปโครงสร้างหลายด้านที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ทำให้ปี 2026 เป็นปีที่ตลาดเกิดใหม่แตกต่างกันมากระหว่างผู้แพ้จากสงครามภาษีและผู้ชนะจากการย้ายฐานผลิต
อย่างไรก็ดี ในภาพรวม เราจะพบว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในปี 2026 เป็น “โลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน” เป็นโลกที่เทคโนโลยี AI กำลังสร้างโอกาสรูปแบบใหม่ ในขณะที่ ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายภาษีสร้างความผันผวนที่ท้าทายให้ก้าวข้าม โดยมีเทคโนโลยีใหม่กำลังเร่งการเติบโต เศรษฐกิจภายในประเทศหลายแห่งยังแข็งแกร่ง ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเคลื่อนตัวเข้าหา และในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งหนึ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยน คือความจริงที่ว่า “โอกาสใหญ่ที่สุดมักเกิดขึ้นในดินแดนที่กำลังเปลี่ยนแปลงมากที่สุดเสมอ”
ดังนั้น สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในปี 2026 จึงปีของ “โอกาส” ที่มีการเติบโตเหนือกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงโครงสร้างจากนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ การเลือกลงทุนเชิงคุณภาพและเฉพาะเจาะจงจึงน่าจะเหมาะสมกว่าการซื้อทั้งดัชนี โดยอาจเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมหรือประเทศที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น AI, ประเทศหรือบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน, ประเทศหรืออุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อมาตรการภาษีไม่มาก, ประเทศหรืออุตสาหกรรมที่อาจได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต ในขณะที่มีการกระจายความเสี่ยงโดยการกระจายการลงทุนในหลายประเทศ และหลายอุตสาหกรรม
สำหรับกองทุนที่ลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในไทยมีให้เลือกหลากหลาย เช่น กองทุนที่เน้นลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่ม BIC (บราซิล อินเดีย จีน) กองทุนที่ลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทุกตลาด กองทุนกองทุนที่ลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่แต่ยกเว้นบางประเทศ กองทุนที่เน้นลงทุนในตลาดเกิดใหม่บางภูมิภาค กองทุนที่เน้นกลุ่มอุตสาหกรรมบางกลุ่มในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ กองทุนที่มีการป้องกันและไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน เป็นต้น ซึ่งความแตกต่างในนโยบายการลงทุนนี้ส่งผลให้แต่ละกองทุนมีผลตอบแทนที่แตกต่างกัน ดังนั้น นักลงทุนควรศึกษาข้อมูล รวมถึงความเสี่ยงที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้





