ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา ราคาทองคำ (Gold) รวมถึงโลหะมีค่าอย่างเงิน (Silver) ทองแดง (Copper) และกลุ่มแร่หายาก (Rare earth) กลายเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนไทยหันมาจับตาใกล้ชิดมากขึ้น หลังจากราคาปรับตัวขึ้นแรงต่อเนื่องจากปีก่อนมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะทองคำที่ทำจุดสูงสุดใหม่หลายครั้ง จากแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและทิศทางนโยบายการเงิน
ขณะที่ฝั่งเงินและทองแดงก็ขยับแรงไม่แพ้กัน ราคาปรับขึ้นค่อนข้างเร็วในปี 2568 ก่อนจะเข้าสู่ช่วงผันผวนหนักในช่วงต้นปี 2569 สะท้อนทั้งปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจจริงและแรงเก็งกำไรในตลาด ทำให้ “ทองคำและโลหะเชิงกลยุทธ์” ถูกพูดถึงมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในแง่ทิศทางราคา แต่รวมถึงบทบาทในการจัดพอร์ต เพื่อรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนของตลาดในระยะถัดไป
ทำไม ทองคำ โลหะเชิงกลยุทธ์ และแร่หายาก ถึงสำคัญ
ทองคำมีบทบาทสำคัญเพราะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์หลบความเสี่ยงมาโดยตลอด เวลาที่เศรษฐกิจโลกผันผวน เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง หรือความไม่แน่นอนด้านการเมืองและนโยบายการเงินเพิ่มขึ้น ทองคำมักถูกดึงกลับมาเป็นที่พักเงิน ขณะที่โลหะเชิงกลยุทธ์อย่างเงินและทองแดงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจยุคใหม่มากขึ้น เพราะถูกใช้จริงในอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานของ AI ส่วนแร่หายากยิ่งกว่านั้น เพราะกลายเป็นหัวใจของความมั่นคงทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมขั้นสูง ทำให้หลายประเทศมองทรัพยากรกลุ่มนี้ในเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป
ถ้าเริ่มจากฝั่งทองคำ ความผันผวนที่เห็นในรอบนี้ไม่ได้มาจากอุปสงค์-อุปทานจริงเป็นหลัก พูดง่าย ๆ คือราคาทองแกว่งเพราะตลาดกำลังถกกันเรื่องนโยบายและ risk premium มากกว่าพื้นฐานทางกายภาพของทองคำเอง ในภาพใหญ่ ทองคำยังถูกมองเป็นเครื่องมือ hedge ในโลกที่ความเสี่ยงสูง แต่การปรับตัวลงแรงในช่วงล่าสุด หากแยกดูจะเห็นว่ามีแรงกดหลักเข้ามาพร้อมกันสามเรื่อง
เรื่องแรกคือ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับประธาน Fed คนถัดไป ความเสี่ยงด้านนโยบายการเงินตรงนี้ทำให้ตลาดรีบลด position ในสินทรัพย์ที่ไวต่อทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์อย่างทองคำ เรื่องที่สองคือ แรงขายทำกำไร หลังจากราคาทองปรับขึ้นมาไกลและเร็ว ความผันผวนที่สูงทำให้พอร์ตขนาดใหญ่จำนวนมากเลือกล็อกกำไร แทนที่จะถือยาวต่อในจังหวะที่ความเสี่ยงด้านนโยบายยังไม่นิ่ง ส่วนปัจจัยสุดท้ายที่ตลาดอาจมองข้ามคือพฤติกรรมของนักลงทุนจีน ก่อนหน้านี้ทองคำได้แรงหนุนจากเงินออมในประเทศจีนที่ไหลออกจากเงินฝากและอสังหาริมทรัพย์เข้ามาหาสินทรัพย์ทางเลือก แต่เมื่อราคาทองขึ้นเร็วและแกว่งแรง นักลงทุนจีนบางส่วนเริ่มชะลอหรือพักการซื้อ ไม่ได้ไล่ราคาต่อเหมือนช่วงก่อนหน้า อีกทั้งจังหวะใกล้เทศกาลตรุษจีนก็ทำให้แรงรับจากฝั่งนี้อ่อนลงชั่วคราว
ขณะที่ เงินหรือ silver แม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม precious metal เหมือนกัน แต่พฤติกรรมราคาต่างจากทองคำพอสมควร เพราะเงินมีสัดส่วนการใช้งานเชิงอุตสาหกรรมสูงกว่า ทั้งในอิเล็กทรอนิกส์ โซลาร์เซลล์ และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ทำให้ราคาถูกผูกกับวัฏจักรเศรษฐกิจมากกว่า ช่วงที่ตลาดกังวลเรื่องการเติบโตหรือการลงทุนภาคเอกชนชะลอ ราคาเงินมักผันผวนแรงกว่าทองคำ และมักลงแรงกว่าในจังหวะ risk-off ระยะสั้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าเศรษฐกิจหรือธีมอุตสาหกรรมกลับมาหนุน ราคาเงินก็เด้งแรงกว่าทองเช่นกัน ลักษณะนี้สะท้อนว่าเงินมี beta สูงกว่าทองคำ และเหมาะกับการเล่นเป็นรอบมากกว่าการถือเพื่อ hedge เชิงโครงสร้าง
สำหรับโลหะมีค่าอื่นอย่าง platinum หรือ palladium ความผันผวนจะยิ่งผูกกับปัจจัยเฉพาะอุตสาหกรรมมากขึ้นไปอีก เช่น ภาคยานยนต์หรือการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เมื่อ demand ถูกกระทบจากโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป ราคาโลหะกลุ่มนี้สามารถแกว่งแรงได้โดยไม่เกี่ยวกับเงินเฟ้อหรือดอกเบี้ยเลย ดังนั้นโลหะเหล่านี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็น safe haven ทางการเงิน แต่เป็น commodity เชิงอุตสาหกรรมเต็มตัว
ถ้าเพิ่มทองแดงเข้ามาในสมการ จะยิ่งเห็นชัดว่าโลหะแต่ละชนิดผันผวนต่างกันเพราะ “บทบาทในระบบเศรษฐกิจ” ไม่เหมือนกัน และทองแดงถือเป็นฝั่งที่ต่างจากทองคำมากที่สุด ทองแดงไม่ได้เป็น hedge asset แบบทองคำ และก็ไม่ใช่กึ่ง hedge กึ่ง growth แบบเงิน แต่เป็นโลหะเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ราคาทองแดง รวมถึง aluminium จึงสะท้อนมุมมองต่อกิจกรรมเศรษฐกิจจริง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ไฟฟ้า และการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยตรง หากตลาดเริ่มกังวลว่าเศรษฐกิจจะชะลอ จีนโตต่ำกว่าคาด หรือการลงทุนโลกสะดุด ทองแดงมักโดนขายก่อน แม้จะไม่มีข่าวเรื่องเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย หรือธนาคารกลางเลยก็ตาม
เพราะฉะนั้นในช่วงที่ตลาดโลกเผชิญแรงกดดันทั้งจากนโยบายการเงินและ geopolitics พร้อมกัน เราอาจเห็นโลหะแต่ละตัวเคลื่อนไหวสวนทางกันได้ในเวลาเดียวกัน ทองคำอาจปรับลงแรงจากความเสี่ยงด้านดอกเบี้ย ขณะที่ทองแดงยังยืนได้จากธีมโครงสร้าง หรือในบางช่วงทองคำรีบาวด์แรง แต่ทองแดงยังไม่ขยับตาม เพราะตลาดยังไม่เชื่อในภาพเศรษฐกิจ นี่ไม่ใช่ความสับสนของตลาด แต่เป็นภาพสะท้อนว่าบทบาทของโลหะแต่ละชนิดกำลังถูกแยกออกจากกันชัดเจนมากขึ้น
สร้างเกราะให้พอร์ต ด้วย ทองคำ โลหะเชิงกลยุทธ์ และแร่หายาก
ถ้าเอามาเทียบกันทั้งกลุ่ม จะเห็นภาพค่อนข้างชัดว่าโลหะแต่ละชนิดผันผวนด้วยเหตุผลคนละแบบ ทองคำผันผวนหลัก ๆ จากความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย การเงิน และเรื่อง positioning ของนักลงทุน ขณะที่เงินผันผวนแรงกว่า เพราะอยู่กึ่งกลางระหว่างสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงกับสินทรัพย์ที่อิงการเติบโตของเศรษฐกิจ ทองแดงต่างออกไปชัดเจน เพราะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเศรษฐกิจโลกและการลงทุนจริง ส่วนโลหะมีค่าอื่นอย่าง platinum หรือ palladium ราคาจะผูกกับ demand เฉพาะอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มแร่หายาก ความผันผวนมาจากปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศ ซัพพลายเชน และเทคโนโลยี หากปัจจัยเหล่านี้เกิดพร้อมกัน ในตลาดที่มีขนาดเล็กอยู่แล้ว ราคาก็มีโอกาสขึ้นลงแรงกว่าโลหะทั่วไป
ในเชิงพอร์ต การปรับฐานของทองคำรอบนี้ไม่ได้แปลว่า story ของทองจบลง แต่สะท้อนความผันผวนจากนโยบายและการจัดพอร์ตของนักลงทุนมากกว่า ดังนั้น ทองคำยังเหมาะกับการใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในพอร์ต เพียงแต่ต้องยอมรับความผันผวนระยะสั้นให้ได้ ขณะที่ silver และโลหะมีค่าตัวอื่นเหมาะกับการเล่นตามวัฏจักรเศรษฐกิจหรือธีมอุตสาหกรรม มากกว่าการถือเพื่อหลบความเสี่ยงแบบเดียวกับทองคำแบบเต็มร้อย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง กลุ่ม precious metals ถึงไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวไปในทิศเดียวกันเสมอ แม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันก็ตาม ส่วนทองแดงเหมาะกับการวางตำแหน่งเพื่อเกาะธีมเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาวมากกว่า การเข้าใจความแตกต่างของบทบาทเหล่านี้สำคัญ เพราะช่วยให้นักลงทุนไม่ตีความความผันผวนของโลหะทั้งกลุ่มผิดทิศ และไม่คาดหวังให้สินทรัพย์ที่ทำหน้าที่ต่างกัน เคลื่อนไหวในทิศทางเหมือนกันทั้งหมด





