วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ศก.ไทย ‘ยุค Big Win’ การเมืองนิ่ง โอกาสปฏิรูป

ศก.ไทย ‘ยุค Big Win’ การเมืองนิ่ง โอกาสปฏิรูป

ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ซึ่ง “พรรคภูมิใจไทย” สร้าง “บิ๊กเซอร์ไพรส์” กวาดที่นั่งได้ถึง 193 ที่นั่ง กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้กับภาคเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ

เสถียรภาพทางการเมืองที่เกิดจากชัยชนะอย่างเด็ดขาดนี้ ทำให้นักลงทุน และนักวิเคราะห์ทั้งใน และต่างประเทศมองเห็นโอกาสของ “ความต่อเนื่องทางนโยบาย” ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ภาคธุรกิจต้องการเพื่อให้การวางรากฐานนโยบายต่างๆ ไม่เกิดภาวะชะงักงัน ชัยชนะครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนใบเบิกทางที่ช่วยให้ไทยพ้นจากความเสี่ยงเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมือง และส่งผลบวกทันทีต่อทั้งตลาดหุ้น และค่าเงินบาท
    

ในมิติเชิงโครงสร้าง ข้อมูลจากภาคเอกชนยืนยันชัดเจนว่าประเทศไทยยังไม่ใช่ “คนป่วยของเอเชีย” (Sick Man of Asia) ดังที่เคยถูกเปรียบเปรย ข้อพิสูจน์ที่สำคัญคือยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI) ที่พุ่งสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา รวมถึงการเติบโตของยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมที่เป็นการลงทุนจริงในภาค Real Sector เพื่อสร้างงาน และรายได้ การที่รัฐบาลชุดใหม่มีแนวโน้มเป็นทีมบริหารชุดเดิมที่คุ้นเคยกับปัญหา จะช่วยให้การสื่อสารกับเวทีโลก และการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่น และตรงจุดมากขึ้น

ยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจของรัฐบาลชุดใหม่คือ การเปลี่ยนผ่านจาก “Quick Win” ไปสู่ “Big Win” โดยเฉพาะการใช้กลไก BOI Fast Pass เพื่อปลดล็อกเงินลงทุนคั่งค้างกว่า 4.8 แสนล้านบาทให้เข้าสู่ระบบได้ทันทีโดยไม่ต้องรองบประมาณปี 2570 นอกจากนี้ยังมีความพยายามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านนโยบาย “10 Plus” ที่มุ่งเน้นทั้งการฟื้นตัวระยะสั้นผ่านโครงการ คนละครึ่งพลัส ที่เพิ่มเงื่อนไขการยกระดับทักษะ (Reskill/Upskill) และการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเกษตรอัจฉริยะ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือ การ “ปลดล็อกหนี้” ทั้งหนี้ครัวเรือน และ SME ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อระบบการเงิน ควบคู่ไปกับการทำ Regulatory Guillotine หรือการสังคายนากฎหมายที่ล้าสมัยเพื่อลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ ดังที่ผู้นำภาคธุรกิจให้ทัศนะว่า ประเทศไทยไม่เคยขาดนโยบายดีๆ แต่ปัญหาอยู่ที่การนำไปปฏิบัติจริง ดังนั้นรัฐบาลที่มีความเป็นเอกภาพสูงจึงต้องมีความกล้าหาญที่จะลงมือทำ และจัดสรรทรัพยากรไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และสินทรัพย์ของประเทศ แทนการใช้จ่ายที่สูญเปล่า

เราเห็นว่าความชัดเจนทางการเมืองในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสทองที่รัฐบาลจะพิสูจน์ศักยภาพในการพาเศรษฐกิจไทย “ขึ้นจากหล่ม” และวิ่งแข่งบนเวทีโลกได้อย่างเต็มตัว หากรัฐบาลสามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย ควบคู่ไปกับการบริหารงานที่มีความโปร่งใส ปราศจากการทุจริต และมุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง เป้าหมายการผลักดัน GDP ให้เติบโตเกิน 2% และการดึงศักยภาพของประเทศให้กลับมาโดดเด่นอีกครั้งก็คงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม ...แต่เราจะหวังเพียงการเติบโตในระดับ 2% เท่านั้นจริงๆ หรือ นี่คือ คำถามที่ต้องตอบตัวเองดังๆ

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์