วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

Opportunity Lies Where Fear Dominates

Opportunity Lies Where Fear Dominates

นับตั้งแต่ปี 2024 ซึ่งเป็นขาขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน..แม้นักลงทุนจะ “คุ้นเคย” กับความผันผวนและการปรับฐานของตลาดหุ้นอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นการปรับฐานไม่เกิน 2-3 เดือน ภายใต้ยุคสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ผู้เปลี่ยนระเบียบโลกไปจากอดีตช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาจากเดิมเศรษฐกิจโลกเคยเติบโตบนกระแสโลกาภิวัตน์ หรือ Globalization ไปสู่ระบบอำนาจนิยม (บางคนเรียกว่าเป็นจักรวรรดินิยมสมัยใหม่หรือ Neo-imperialism) อย่างไรก็ตามหากมองปัจจัยระดับจุลภาค และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี AI ตลอดจนการลงทุนของบริษัทขนาดใหญ่ช่วงปี 2026-2030 นักลงทุน-นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่สูง ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและประเมินว่าตลาดหุ้นทั่วโลกยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น..พิจารณาจากการปรับราคาเป้าหมายของตลาดหุ้นต่างๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมาและการให้ Rating “Overweight” ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดหุ้นหลักของโลก

นักลงทุนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการปรับฐานของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา?

เราได้ตั้งข้อสังเกตและสมมุติฐานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบ (เชิงลบ) ต่อตลาดหุ้นมากกว่าในระยะหลังนั่นคือ “ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการประเมินมูลค่าของหุ้น” ยกตัวอย่างเช่น...

1. การปรับนโยบายเงินสหรัฐฯ : (Interest Rate มีผลโดยตรงต่อการประเมินมูลค่า) ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมาธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดดอกเบี้ยไปแล้ว 6 ครั้ง ทั้งนี้ในทุกครั้งที่โอกาสการลดดอกเบี้ยลดลงด้วยเหตุผลใดก็ตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีระดับ Valuation ตึงตัวเกิดการปรับฐานลงอย่างรวดเร็วสำหรับกรณีล่าสุดนักลงทุนจับตามองการเปลี่ยนตัวประธานเฟดคนใหม่ซึ่งหากนโยบายการเงินสหรัฐฯ กลับมาอยู่โหมดที่ตึงตัว (Tightening) อีกครั้งตลาดหุ้นมีโอกาสปรับฐานอย่างรุนแรง

2. นโยบายภาษีการค้าและอัตราภาษีของสหรัฐฯ ต่อชาติอื่นๆ (หากกำไรบริษัทจดทะเบียนลดลง Valuation ของหุ้นจะแพงขึ้นทันที) : ความไม่แน่นอนของนโยบายและการเปลี่ยนความขัดแย้งทางการเมือง-ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นการกดดันด้วยการขึ้นภาษีที่เป็นรูปธรรมจะกระทบกับ Supply Chain ของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก ปัจจุบันแม้การเจรจาการค้าจะช่วยลดอัตราภาษีลงได้ส่วนหนึ่งแต่อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่น้อยกว่า 10% โดยเฉลี่ย ดังนั้นบริษัทจดทะเบียนใดที่ไม่สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีพอจะมีกำไรที่ลดลงหรือสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

3. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง จนนักลงทุนเริ่มชิน (แต่ไม่ควรละเลยโอกาสที่จะเกิด Black Swan Event) : ปัจจุบันสงครามและความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ เช่นในตะวันออกกลาง, ยุโรป เริ่มมีผลเชิงลบต่อตลาดหุ้นน้อยลงในกรณีที่สงครามไม่ขยายวงกว้างและยังไม่มีการแสดงตัวของชาติมหาอำนาจผ่านการใช้กำลังพร้อมกันทั้งสองฝ่าย (สหรัฐฯ และจีนต้องเข้าร่วมสงครามพร้อมกัน)

4. ในวันที่ตลาดหุ้นปรับฐานสินทรัพย์อื่นๆ โดยส่วนใหญ่มีการปรับฐานเช่นเดียวกัน : จากเดิมที่นักลงทุนเคยมอง “ทองคำ” และ “พันธบัตรรัฐบาล” เป็นสินทรัพย์ที่ใช้สำหรับกระจายความเสี่ยงแต่ในระยะหลังทองคำซึ่งราคาปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงมี Correlation ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นมากขึ้นและมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆ คล้ายกับหุ้นยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนทองคำมีความกังวลต่อการปรับนโยบายการเงินของเฟด เป็นต้น กล่าวคือในปัจจุบันอาจไม่มีสินทรัพย์ใดที่เป็น Safe Heaven อย่างแท้จริง 

จากบทเรียนที่ผ่านมานักลงทุนควรให้ความสำคัญกับอะไร และควรจัดการพอร์ตการลงทุนอย่างไร?

· ให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ส่งผลต่อ Valuation มากขึ้น ทั้งนี้สำหรับดอกเบี้ยนโยบายเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ ดังนั้นแนวโน้มของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้อง “ทำการบ้าน” ให้มากขึ้นโดยติดตาม-ศึกษาถึงทิศทางของบริษัทและมุมมองของผู้บริหารต่อ 1. รายได้ในอนาคต 2. แนวโน้มของอัตรากำไร 3. ส่วนแบ่งทางการตลาดและ Competitive Advantage ว่ายังคงดีหรือไม่? โดยเรามองว่าการวิเคราะห์หุ้นรายตัวหรือความเข้าใจเชิงลึกรายอุตสาหกรรมจะทำให้เรามีโอกาสที่จะซื้อหุ้นที่ดีในราคาที่ “ถูกลง” เมื่อวันที่หุ้นเผชิญกับ Sentiment เชิงลบในระยะสั้น

· ควรมีการบริหารเงินสดที่ดี “Cash is King” เพราะนอกจากการกระจายการลงทุนซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงแบบ Classic เรามองว่าการถือเงินสดมีความสำคัญมากขึ้น และหากจะพูดให้ชัดเจนกว่านั้นคือการถือ Dollar ยังคงมีความสำคัญถึงแม้ในหลายกระแสนักลงทุนจะมีความกังวลต่อการลดการพึ่งพาเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) สำหรับปี 2026 เรามีมุมมองที่ต่างออกไปโดยประเมินว่าการอ่อนค่าลงของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในปีนี้อาจไม่ได้มากเท่ากับปีก่อน (ปี 2025 Dollar Index อ่อนค่าราว 10%) เพราะดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ มีแนวโน้มตึงตัวมากกว่าที่นักลงทุนคาด ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวที่มีอายุยาวมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง

· นักลงทุนควรมองหาตลาดที่ราคา “ถูกกว่า” แต่มี Growth ของกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตสูงไม่แพ้สหรัฐฯ ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นในกลุ่ม Emerging Market (รวมถึงกลุ่ม Latam ด้วย) และเน้นการทยอยลงทุนหรือทำ DCA เพราะในทางปฏิบัติเราไม่สามารถจับจังหวะการลงทุนให้ดีอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะในวันที่ความผันผวนสูง ดังนั้นวิธีการที่เรียบง่ายกว่าแต่มีประสิทธิภาพคือการใช้ “วินัย” และการลงทุนที่สม่ำเสมอเข้ามาทดแทน