วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

มองบทเรียนอินโดนีเซีย ส่องอนาคตไทย: เมื่อ “คนป่วย” ต้องผ่าตัดใหญ่ในโลกที่ไม่มีใครรอ

มองบทเรียนอินโดนีเซีย ส่องอนาคตไทย: เมื่อ “คนป่วย” ต้องผ่าตัดใหญ่ในโลกที่ไม่มีใครรอ

ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา โลกการเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สั่นสะเทือนด้วยข่าวการลาออกสายฟ้าแลบของผู้นำตลาดทุนอินโดนีเซีย ทั้ง CEO ของ Indonesia Stock Exchange (PT Bursa Efek Indonesia - IDX) และประธานของ Indonesia Financial Services Authority (Otoritas Jasa Keuangan - OJK) หลังจากมูลค่าตลาดหุ้นอินโดนีเซียพังทลายลงกว่า 8.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง

ปรากฏการณ์ “ตลาดแตก” ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องราวความผันผวนของเพื่อนบ้าน แต่มันคือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพความเปราะบางของภูมิภาค และย้อนกลับมาฉายภาพประจานสภาวะ “คนป่วยแห่งเอเชีย” ของประเทศไทยที่กำลังยืนอยู่บนทางแพร่งสำคัญ ก่อนที่การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้จะเริ่มขึ้น

เบื้องหน้าและเบื้องหลัง: วิกฤต “อินโดนีเซีย” ที่ไม่ได้พังเพราะตัวเลข

หากเรามองเพียงผิวเผิน สิ่งที่เกิดขึ้นกับอินโดนีเซียดูเหมือนจะเป็นเรื่องของ “เทคนิคทางการเงิน” เมื่อสถาบันระดับโลกอย่าง MSCI ส่งสัญญาณจะลดชั้นตลาดหุ้นอินโดนีเซียจาก Emerging Market ลงสู่ Frontier Market หรือ “ตลาดชายขอบ” นักลงทุนต่างชาติจึงเทขายหุ้นทิ้งตามกลไกการบริหารความเสี่ยง แต่นั่นเป็นเพียงยอดของภูเขานั่งแข็งที่โผล่พ้นน้ำ

สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน (The Underground Reality) คือความเน่าเฟะของธรรมาภิบาลและการแทรกแซงทางการเมืองอย่างเป็นระบบ มีการตั้งข้อสังเกตว่าดัชนี JCI ที่ทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วงปี 2024-2025 นั้น แท้จริงคือ “ภาพลวงตา” ที่ถูกรังสรรค์โดยกลุ่มมหาเศรษฐีไม่กี่ตระกูลที่ถือครองหุ้นส่วนใหญ่ไว้ในมือ ทำให้ราคาหุ้นพุ่งสูงเกินจริงจากการซื้อขายที่เบาบาง

เมื่อรัฐบาลประธานาธิบดีปราโบโวเริ่มใช้นโยบายประชานิยมสุดโต่งอย่าง “โครงการอาหารฟรี” มูลค่ามหาศาลที่สุ่มเสี่ยงต่อวินัยการคลัง และเริ่มล้ำเส้นเข้าไปแทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลาง รวมถึงการใช้อำนาจรัฐยึดเหมืองทองคำ Martabe มาเป็นของรัฐภายใต้หน่วยงาน Danantara ความเชื่อมั่นที่สะสมมานานจึงพังทลายลงทันที อินโดนีเซียคือยักษ์ใหญ่ที่ “เจ็บตัวจากอุบัติเหตุทางนโยบาย” แต่พวกเขายังมีร่างกายที่แข็งแรง มีประชากรหนุ่มสาว และมีทรัพยากรนิกเกิลที่โลกโหยหาเป็นต้นทุนในการฟื้นตัว

ไทย: จาก “เสือ” สู่ “คนป่วยแห่งเอเชีย”

ในขณะที่อินโดนีเซียกำลังรับมือกับแผลสด ประเทศไทยกลับถูกสื่อทรงอิทธิพลอย่าง Financial Times ตราหน้าว่าเป็น “Sick Man of Asia” หรือคนป่วยแห่งเอเชียคนใหม่ คำนี้ไม่ได้มาเพราะเคราะห์กรรมหรือการกลั่นแกล้ง แต่มาจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ฟ้องว่าเราโตช้าที่สุดในกลุ่ม ASEAN-5 มาอย่างยาวนาน (เฉลี่ยเพียง 2.0% - 2.8%)

สิ่งที่น่ากลัวกว่าอินโดนีเซียคือ ไทยไม่ได้ป่วยเพราะอุบัติเหตุ แต่เราป่วยเพราะ “โรคเรื้อรังทางโครงสร้าง” ที่สะสมมานานนับทศวรรษ : 

1.วิกฤตประชากร (Demographic Crisis) : เราคือประเทศกำลังพัฒนาที่ “แก่ก่อนรวย” ประชากรวัยแรงงานลดลงต่อเนื่อง 4 ปีซ้อน ขณะที่เพื่อนบ้านยังมีวัยรุ่นเต็มเมือง

2.หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง : ตัวเลขเกือบ 90% ของ GDP คือโซ่ตรวนที่ล่ามขาการบริโภคภายในประเทศ ทำให้เงินในกระเป๋าประชาชนไม่สามารถหมุนเวียนได้จริง

3.อุตสาหกรรมที่โลกไม่ต้องการ : ในวันที่โลกขับเคลื่อนด้วย AI และ EV ไทยยังยึดติดกับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์สันดาปและอิเล็กทรอนิกส์แบบเก่า ซึ่งกำลังถูกสินค้าจากจีนตีตลาดจนโรงงานต้องทยอยปิดตัว

หากเรายังเดินอยู่บนเส้นทางเดิม IMF คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ขนาดเศรษฐกิจไทยจะถูกเวียดนามและฟิลิปปินส์แซงหน้าอย่างเป็นทางการ และเราจะร่วงลงไปอยู่อันดับ 5 ของอาเซียนอย่างถาวร

บาดแผลที่มองไม่เห็น: คอร์รัปชัน และยากดอาการที่ชื่อว่า “รัฐประหาร”

ปัญหาของไทยลึกซึ้งกว่าตัวเลข GDP เพราะเรากำลังเผชิญกับ “ระบบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างและทุนนิยมอิงอำนาจ” ที่กัดเซาะกลไกการสร้างมูลค่าและความยุติธรรมมานานเกินไป ทรัพยากรของชาติถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนใกล้ชิดอำนาจรัฐ ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กไม่มีที่ยืน นวัตกรรมจึงไม่เกิดเพราะไม่มีการแข่งขันที่เสรี

ที่ผ่านมา เมื่อเกิดวิกฤตทางการเมือง เรามักเลือกใช้ทางลัดที่เรียกว่า “การรัฐประหาร” แต่ประวัติศาสตร์พิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่ยารักษาโรค แต่มันคือ “ยากดอาการ” ที่ทำให้ความขัดแย้งลุกลามลงใต้ดิน และแช่แข็งโครงสร้างเศรษฐกิจให้ล้าสมัยยิ่งขึ้น ความไม่มีเสถียรภาพและกระบวนการยุติธรรมที่เลือกปฏิบัติได้ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติจนหมดสิ้น

ทางรอดและความหวัง : “3 ผ่าตัดด่วน” หลัง 8 กุมภาพันธ์

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ คือโอกาสสุดท้ายที่เราจะเลือก “ทีมศัลยแพทย์” มาผ่าตัดใหญ่ หากการเลือกตั้งนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมืองอย่างน้อยใน 2 ปีข้างหน้า ประเทศไทยยังมี “แต้มต่อในระดับตำนาน” (Legendary Strengths) ที่สามารถพลิกเกมได้ :

Strategic Hub & Innovation Crossroads : ไทยคือจุดตัดของภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ความสามารถของคนไทยในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ผสานกับ Soft Power และการบริการระดับโลก คือแม่เหล็กที่หาใครเลียนแบบไม่ได้

๐ Brain Gain Strategy : แม้ประชากรเราจะลดลง แต่ไทยยังเป็นจุดหมายที่คนเก่งทั่วโลก (Digital Nomads) อยากมาใช้ชีวิต รัฐบาลใหม่ต้องใช้ Regulatory Guillotine โละกฎหมายล้าสมัยและออก Visa ยุทธศาสตร์ เพื่อดึงตัวท็อปด้าน AI และ Green Tech มาตั้งรกรากเพื่อแก้ปมขาดแคลนแรงงานระดับสูง

๐ Industrial & Debt Transition : เลิกอุ้มอุตสาหกรรมที่ตายแล้ว แล้วเปลี่ยนงบประมาณไปสร้าง Ecosystem ของ Semiconductor และพลังงานสะอาด พร้อมกับการ ปฏิรูปโครงสร้างหนี้ อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการพักหนี้ชั่วคราวเพื่อหาเสียงไปวันๆ

บทสรุป : พร้อมหรือยังกับการเผชิญหน้าความจริง?

บทเรียนจากอินโดนีเซียสอนเราว่า “ความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นบนความไม่โปร่งใส สามารถมลายหายไปได้ในชั่วข้ามคืน” แต่บทเรียนของไทยสอนว่า “ความนิ่งนอนใจต่อปัญหาโครงสร้าง จะทำให้เราตายอย่างช้าๆ”

เราไม่ต้องการแค่ “ยาแก้ปวด” อย่างการแจกเงินหรือนโยบายประชานิยมชั่วคราวที่ให้ผลเพียงชั่วครู่แต่ทิ้งภาระไว้มหาศาล หากเรามัวแต่รักษาตามอาการแต่ไม่ถอนรากถอนโคนต้นเหตุ ไทยคงฟื้นตัวได้เพียงชั่วคราวแล้วกลับไปทรุดหนักกว่าเดิม

คำถามสุดท้ายถึงคนไทยทุกคนคือ : เราพร้อมหรือยังที่จะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดจากการผ่าตัดใหญ่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ? ถึงเวลาที่ไทยต้องเลิกเป็น “คนป่วย” และกลับมาเป็น “ผู้นำ” อีกครั้ง ก่อนที่ประวัติศาสตร์จะจดจำเราในฐานะชาติที่ล้มเหลวเพียงเพราะไม่กล้าเปลี่ยนแปลงในวันที่โลกไม่เคยรอใคร