background-default

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ปรับสมดุลใหม่

ปรับสมดุลใหม่

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมเริ่มเห็นความผิดปกติและได้เห็นการแปลความของนักลงทุน และจากผู้รู้หลายๆท่าน รวมถึงกระแสความผันผวนที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นใน Commodity Market โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง Precious metal ได้ แก่ ทองคำ และ เงิน การปรับตัวขึ้นละลงอย่างรวดเร็วภายใน 1 เดือน ถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ ที่ต้องจับตามอง ดังนั้น ฉบับนี้เลยยังคงขอมาอยู่ในโหมด ให้ความรู้ ต่อไปอีกฉบับนะครับ

มาเริ่มที่ เหตุการณ์ สร้างความประหลาดใจ คือ ราคาทองคำ เคลื่อนไหวจากระดับ 4,300 เหรียญ ต่อ ออนซ์ ณ ต้นปี 2569 ขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 5,595 เหรียญ ก่อนที่จะปรับลดลง มาอยู่ที่ 4,688 เหรียญ ณ สิ้นเดือน มกราคม ในขณะที่ เงิน ทำจุดสูงสุดที่ 121 เหรียญ ต่อ ออนซ์ มาปิดที่ 85 เหรียญ ณ สิ้นเดือน มกราคมเช่นกัน ทั้งนี้ไม่นับความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น ผลตอบแทนของตลาดเกิดใหม่แถบเอเชีย ยกเว้น อินโดนีเซีย ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ตลาดหุ้น เกาหลี ไต้หวัน และ ญี่ปุ่น ความผันผวนที่เกิดขึ้น 

ประเด็นที่เห็นได้เด่นชัด มี 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก คือ เรื่องของ Risk & Return ความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน เรื่องที่สอง Interest rate & Liquidity อัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่อง และสุดท้ายคือเรื่อง Leverage Trading การกู้ยืมเพื่อค้าหรือลงทุนระยะสั้น การอธิบายพร้อมกันทั้งสามเรื่องในคราวเดียวดูแล้วอาจจะวุ่นวาย เรามาเข้าเรื่องกันที่เอเชียโดยเฉพาะเอเชียเหนือ เริ่มมีความน่าสนใจเชิงเปรียบเทียบเนื่องจากในช่วง หลายปีที่ผ่านมาหุ้น 7 นางฟ้าที่เป็นหุ้นเทคฯที่อยู่ในตลาดหุ้นขนาดใหญ่ซีกโลกตะวันตก ให้ผลตอบแทนดี มากแต่ในห้วงเวลา 12 เดือน ที่ผ่านมา หุ้นเทคฯ แถบเอเชียก็เริ่มได้รับความสนใจส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของสหรัฐฯ เรื่องภาษีนำเข้าทำให้นักลงทุนเริ่มเห็นถึงความสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีแถบเอเชีย ซึ่งมีราคาพื้นฐานถูกว่ามาก ถ้าลงทุนจะมีความคุ้มค่าในเชิงความเสี่ยงและผลตอบแทน บวกกับ การทยอยลดอัตราดอกเบี้ย และการเพิ่มภาษีนำเข้าของสหรัฐ ก็เป็นตัวเร่งให้ค่าเงินสหรัฐฯอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว กระแสเงินก็กระจายออกสู่ตลาดการเงินแถบเอเชียและก็เข้าสู่สินทรัพย์ปะเภทอื่น

สรุปว่ากระแสเงินไหลเข้าเอเชีย ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกลดการถือครองเงินสหรัฐฯ แต่ขยับเข้าสินทรัพย์ประเภทอื่น รวมทั้งทอง และเงิน สหรัฐฯในห้วงทศวรรษที่ผ่านมาก่อหนี้ขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่ออัดฉีดเงินเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเอง พูดภาษาการเงินก็คือการเพิ่มงบดุลให้ใหญ่ขึ้นจากการก่อหนี้ จากขนาดหนี้ที่ใหญ่ขึ้นประกอบกับนโยบายของโดนัล ธรัมป์ที่เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ความต้องการสินทรัพย์สกุลเงินดอลล่าร์ก็เริ่มชลอลงและหันไปหาสินทรัพย์อื่น ได้แก่ ทอง จะเห็นว่าในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาราคาทองปรับขึ้นจากปัญหาระหว่างประเทศและสงคราม 

สุดท้ายก็มาเร่งตัวเพราะอาการไม่เอาดอลลาร์สหรัฐฯ จากภาพการลงทุนโดยรวมในมุมมองของการลงทุนและการเก็งกำไร ต่างก็พุ่งไปที่ทองคำและสินทรัพย์ที่มีลักษณะคล้ายกัน คือ เงิน ภาวะการเข้าซื้อแบบรวดเร็วจนนำมาซึ่งการขยายขนาดการลงทุนโดยการกู้ยืมเงินเพื่อเข้าเก็งกำไรระยะสั้น เมื่อการเก็งกำไรเริ่มชะลอลง การพักฐานยิ่งต้องรุนแรงเป็นสองเท่าเนื่องมาจากการกู้ยืมเพื่อการลงทุน นี่เป็นคำอธิบายทั้งหมด

ต่อไปจะเป็นอย่างไร เราคงต้องมาพิจารณาแนวคิดและความเชื่อของ ว่าที่ประธาน FED คนใหม่ Kevin Warsh ที่บอกว่า FED อาจจะลดอัตราดอกเบี้ยได้พร้อมไปกับการลดงบดุลหรือลดสถาพคล่องลงได้โดยไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา เพราะ AI จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิผล ให้ระบบเศรษฐกิจ หากคำกล่าวนี้เป็นจริง การก่อหนี้ที่ลดลงพร้อมทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ ย่อมทำให้ค่าเงินและสินทรัพย์ที่เป็นสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐก็จะมีมูลค่าเติบโตขึ้น และจะส่งผลตรงข้ามไปสู่ราคาทองที่จะค่อยปรับตัวลงลงตามการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินสหรัฐฯ 

ทั้งหมดเป็นคำอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นและแนวโน้มที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ในมุมมองผม พอร์ตการลงทุน ในรอบนี้ อาจจะต้องพิจารณาให้รอบคอบขึ้นในหลายมิติโดยการจัดพอร์ตที่ยังคงน้นกระจายสินทรัพย์แต่ก็เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น ทั้งนี้จะจัดแบ่งพอร์ตเป็น 3 ส่วน 15% แรกเน้นลงทุนในทองคำและรีทในสัดส่วนเท่า ๆ กัน ทั้งนี้การลงทุนในทองอาจจะลงทุนเป็น DCA เพื่อลดความเสี่ยงเรื่อง Market timing 35% ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น และในรอบนี้จะขอเป็นพันธบัตรรัฐบาลทั้งหมด ส่วนอีก 50% ลงทุนในตลาดหุ้น สหรัฐฯ 10% จีน 10% ญี่ปุ่น 10% อินเดีย 10% และ ไทย 10% สำหรับนักลงทุนที่มีความเข้าใจและมีประสบการณ์ลงทุนในหุ้นรายตัว ผมแนะนำการเลือกลงทุนในหุ้น Technology ของตลาดหุ้นในเอเชีย ถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการลงทุนแบบ Index