วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

Investing on solid ground

Investing on solid ground

ภาพการลงทุนเดือนแรกของปี 2026 มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ เริ่มต้นจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มจากปฏิบัติการจับกุมผู้นำประเทศเวเนซูเอล่า การกลับมาของ Tariff หรือภาษีการค้าที่ประธานาธิบดีหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการเจรจาต่อรองในสิ่งที่เค้าต้องการเช่น Greenland แต่การประชุมสุดยอดผู้นำ World Economic Forum ที่เมือง Davos ก็ทำให้สถานการณ์นั้นผ่อนคลายขึ้น การเริ่มเข้าสู่ช่วงการประกาศผลประกอบการและการคาดการณ์ประธานเฟดคนใหม่ที่จะเข้าแทนนายพาวเวลที่จะหมดวาระในเร็วๆ นี้ 

อย่างไรก็ดีแม้จะมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นอย่างมากแต่การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ลงทุนยังคงเหมือนกับช่วงปลายปี 2025 คือ หุ้นสหรัฐฯ ยังให้ผลตอบแทนน้อยกว่าหุ้นในประเทศอื่นทั่วโลก ขณะที่หุ้นตลาดเกิดใหม่ (EM) ยังคงทำผลงานดีกว่าหุ้นในประเทศพัฒนาแล้วอย่างต่อเนื่อง 

ด้านกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นกลุ่มวัสดุยังคงนำตลาดตามด้วยกลุ่มน้ำมันและก๊าซรวมถึงอุตสาหกรรม ในทางกลับกัน กลุ่มสื่อสารและเทคโนโลยี (IT) เป็นกลุ่มที่ผลตอบแทนอ่อนแอที่สุด แนวโน้มเหล่านี้สอดคล้องกับทิศทางการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ซึ่งเป็นภาพตรงข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 14 ปีที่ผ่านมา ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (DXY) ยังปรับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยเมื่อเทียบกับสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ การอ่อนค่าของดอลลาร์ยิ่งชัดเจนกว่าเดิม สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือการพุ่งขึ้นของราคาทองคำและโลหะมีค่าอื่น ๆ ซึ่งได้ทะลุกรอบราคาสูงสุดที่ยืดเยื้อมาหลายปี ทองคำทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกและขึ้นไปทำจุดสูงสุดถึง 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนราคาเงิน (Silver) ก็ทะลุ 110 ดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ภายในเวลาเพียงสองเดือน

สภาวะเศรษฐกิจโลกในช่วงต้นปี 2026 กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ (Inflection Point) จากนโยบาย “ทุนนิยมที่รัฐให้การสนับสนุน” (State-sponsored capitalism) ซึ่งทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจนภายใต้การบริหารของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดที่สองของโดนัลด์ ทรัมป์ นโยบายดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตั้งกำแพงภาษีหรือการให้เงินอุดหนุนแบบเดิม แต่ได้ขยายขอบเขตไปสู่การที่รัฐบาลเข้าถือหุ้นและควบคุมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์โดยตรง เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน (Strategic Autonomy) ปัจจัยเชิงโครงสร้างเหล่านี้ส่งผลให้เกิดรูปแบบที่นโยบายทางการคลังนำนโยบายการเงิน (Fiscal dominance) ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงด้านการด้อยค่าของเงินตรา (Monetary debasement) และเงินเฟ้อเชิงโครงสร้างที่ยืดเยื้อ ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ สินทรัพย์ทางการเงินในรูปแบบตัวเงิน (Nominal assets) เช่น เงินสดหรือพันธบัตร อาจให้การคุ้มครองเงินทุนได้จำกัดในทางตรงกันข้าม “สินทรัพย์ที่จับต้องได้” (Real Assets) ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง (Intrinsic value) เช่น อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสินค้าโภคภัณฑ์ กลับมีความสามารถในการรักษาค่าพยาบาลได้ดีกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ G7 ที่กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ค่าเงินฟรังก์สวิสและสิงค์โปร์ดอลลาร์ ยังคงเป็นหลุมหลบภัยจากสถานการณ์ข้างต้นเนื่องจากรัฐบาลมีฐานะการคลังมั่นคงมาก นักลงทุนทั่วโลกก็เริ่มหันมามอง Real Assets เป็นส่วนสำคัญของพอร์ตมากขึ้น หากต้องเจอกับการด้อยค่าของเงินในหลายประเทศพร้อมกัน สินทรัพย์จริงอาจเป็นเครื่องมือป้องกันเงินทุนได้ดี โดยในอดีต Real assets เป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนรายใหญ่ เช่น สถาบันการเงิน ผู้มีสินทรัพย์ระดับสูงมาก (UHNW) และกองทุนบริจาคของมหาวิทยาลัยนิยมใช้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย Harvard, Stanford และ Yale ลงทุนใน real assets ประมาณ 12% ของเงินบริจาคทั้งหมด

จากข้อมูลล่าสุดในช่วงปลายปี 2025 พบว่าโลหะหลายชนิดมีการเคลื่อนไหวในลักษณะเบรกเอาต์ (Breakout) จากฐานราคาที่สะสมมานานหลายทศวรรษ ไม่เพียงแต่ทองคำและเงิน แพลทินัม, ทองแดงก็ซื้อขายในระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปีเนื่องจากเป็นส่วนประกอบสำคัญในโครงสร้างพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แม้ปัจจัยพื้นฐานจะปรับตัวดีขึ้น แต่สัดส่วนมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalisation) ของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ที่จับต้องได้ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศหรือการเงิน ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการเพิ่มน้ำหนักการลงทุน

คำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับการจัดพอร์ตโฟลิโอ

สำหรับการวางกลยุทธ์ในปี 2026 เรายังคงเน้นย้ำมุมมองและคำแนะนำประจำปีที่ได้ตีพิมพ์ในบทความครั้งก่อนว่านักลงทุนควรพิจารณากระจายการลงทุนไปออกจากหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มน้ำหนักใน Real Assets ขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและการด้อยค่าของสกุลเงินหลัก และลดความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังเกาะกระแสการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ เช่น เซมิคอนดักเตอร์, แร่หายาก (Rare earths) และลิเธียม เป็นต้น 

อย่างไรก็ตามความเสี่ยงหลักที่จะกดดันการนำตลาดของกลุ่มโลหะและวัสดุคือการดีดกลับอย่างรุนแรงของค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะตอนนี้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มเข้ามาเก็งว่าค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อไปทำให้ค่าพรีเมี่ยมของออปชันที่ได้กำไรหากดอลลาร์อ่อนค่าลงปรับตัวขึ้นจนถึงระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ Bloomberg เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 2011 ซึ่งสะท้อนว่าตลาดมีมุมมองลบต่อค่าเงินดอลลาร์ค่อนข้างมากแล้ว การเข้ามาเก็งกำไรและ Leverage ในระดับสูงจะทำให้ราคามีความผันผวนที่มากขึ้นหากทิศทางของราคามีการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยงและขอคำแนะนำจากผู้แนะนำการลงทุนของท่านเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อมูลนี้จัดทำโดยอาศัยที่มาจากแหล่งข้อมูลสาธารณะซึ่งปรากฎขณะจัดทำ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแต่ละขณะ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน