background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2569

Login
Login

กองทุน 2.8 ล้านล้าน 'ประกันสังคม' ความหวังวัยเกษียณแรงงานไทย

กองทุน 2.8 ล้านล้าน 'ประกันสังคม' ความหวังวัยเกษียณแรงงานไทย

“กองทุนประกันสังคม”ความมั่นคงในชีวิตของผู้ประกันตน ปัจจุบันเงินลงทุนกว่า 2.8 ล้านล้านบาท ประมาณ 70% ถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาลและเงินฝาก ซึ่งแม้จะปลอดภัยแต่ให้ผลตอบแทนต่ำ

    ขณะที่ ในโลกการเงินยุคใหม่ ความปลอดภัยที่มากเกินไปอาจจะกลายเป็นความเสี่ยง เพราะดอกเบี้ยทบต้นอาจโตไม่ทันเงินเฟ้อ จึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์การลงทุนฉบับใหม่ ปรับสัดส่วนการลงทุนเป็นสินทรัพย์เสี่ยง 50% และสินทรัพย์มั่นคง 50%จากเดิมที่เน้นความมั่นคงสูงถึง 60-70 %เป้าหมายคือการขยับผลตอบแทนให้สูงขึ้นเป็น 5-6% ต่อปี

    เหตุผลที่ต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นเพราะมีโจทย์คือการก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Aged Society) โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปจำนวนคนวัยทำงานที่จะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่จำนวนผู้เกษียณอายุที่จะขอรับบำนาญมีจำนวนเพิ่มขึ้นองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เคยประเมินว่าหากไม่มีการดำเนินการใดๆ เงินกองทุนอาจมีปัญหาสภาพคล่องหรือหมดลงภายในปี 2597 หรืออีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า ประกอบกับผลตอบแทนจากการลงทุนย้อนหลัง 5 ปีของกองทุนเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 2.29% - 2.59% ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับภาระผูกพันระยะยาว การมองหาแนวทางการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนมากขึ้นจึงมีความจำเป็น

        ในต่างประเทศมีแนวทางของกองทุนบำนาญ เช่น CPPIB ของแคนาดา  ที่เน้นการลงทุนเชิงรุก (Active Management) และกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และหุ้นนอกตลาด (Private Equity) จนสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวได้สูงถึง 8.8 % GIC ของสิงคโปร์ ที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนระยะยาว กระจายความเสี่ยงทั่วโลก และมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการตัดสินใจ เพื่อเอาชนะเงินเฟ้อและรักษามูลค่าของเงินกองทุน
    

      ทว่าการลงทุนในสินทรัพย์ซับซ้อนต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ว่ากันว่าการปรับโครงสร้างกองทุนในอนาคตอาจจะเปิดทางให้มีการสรรหาและจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระดับโลกมาบริหารพอร์ตการลงทุน เพื่อความคล่องตัว (Agility)การตัดสินใจลงทุนรวดเร็วทันต่อสถานการณ์โลก ออกแบบสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ รวมถึงมีการเปิดเผยข้อมูลการลงทุนแบบ Real-time และใช้มาตรฐานบัญชีแบบ Mark-to-Market เพื่อให้ผู้ประกันตนตรวจสอบสถานะกองทุนได้ตลอดเวลา
    

อีกด้านคือการ “ขยายอายุเกษียณ” เพื่อรองรับสังคมสูงวัย ปัจจุบันคนไทยเกษียณที่อายุ 55 ปีซึ่งถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับอายุเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้น การขยายอายุเกษียณเป็น 60 ปี++อาจจะเป็นผลดีต่อตัวแรงงานเองในระยะยาว สามารถทำงานนานขึ้น มีเงินออมมากขึ้น มีระยะเวลาสะสมเงินสมทบเพิ่มขึ้น ซึ่งตามสูตร CARE ทุกเดือนที่ส่งสมทบเพิ่มจะช่วยเพิ่มอัตราเงินบำนาญให้สูงขึ้น ประมาณ 0.125% ต่อเดือน ช่วยลดความเสี่ยงที่เงินออมจะหมดก่อนวาระสุดท้ายของชีวิต และมีการผลักดันนวัตกรรมอย่าง Social Impact Bond เพื่อระดมทุนจากภาคเอกชนมาช่วยพัฒนาสังคม เป็นการปรับโครงสร้างกองทุน “เพื่ออนาคตของผู้ประกันตน” ที่ต้องดำเนินการควบคู่กับการตรวจสอบความโปร่งใส (Transparency)ของกองทุนไปพร้อมกัน