background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม 2569

Login
Login

ทำไม “การไม่ลงทุน” จึงเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงที่สุดในโลกยุคใหม่

ทำไม “การไม่ลงทุน” จึงเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงที่สุดในโลกยุคใหม่

เมื่อผมยังเด็ก มีคำสอนทางการเงินอย่างหนึ่งที่แทบทุกคนพูดเหมือนกัน “เก็บเงินไว้ในธนาคาร เดี๋ยวเงินงอกเงยเอง” ในยุคนั้น คำแนะนำนี้ไม่ผิดเลย เงินฝากให้ดอกเบี้ยสูงถึง 8–10% ต่อปี หลายครอบครัวสามารถตั้งเป้าหมายชีวิตจากดอกเบี้ยเงินฝากได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการออมเงิน ซื้อบ้าน ส่งลูกเรียน หรือแม้แต่ใช้ดอกเบี้ยเป็นรายได้หลังเกษียณ

“การไม่ลงทุน” ในสมัยนั้น ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะเพียงแค่ฝากเงิน ก็เพียงพอที่จะรักษามูลค่าเงิน และสร้างความมั่นคงให้ชีวิตได้แล้ว แต่วันนี้ โลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และการไม่ลงทุน ไม่ได้หมายถึงความปลอดภัยอีกต่อไป

คนไทยยัง “ออม” มากกว่า “ลงทุน”

ข้อมูลสะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน จากแบบสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า 75-87% ของครัวเรือนไทยยังเก็บเงินในรูปแบบเงินสดหรือเงินฝากธนาคาร ซึ่งเป็นรูปแบบที่ให้ผลตอบแทนต่ำ และแทบไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้

ในขณะเดียวกัน มีเพียงประมาณ 2.6-2.7% ของครัวเรือนไทย ที่ออมเงินผ่านการลงทุนในตราสารทางการเงิน เช่น หุ้น พันธบัตร หรือกองทุน สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยจำนวนมากยังคง “ออมเพื่อความปลอดภัย” มากกว่า “ลงทุนเพื่อการเติบโต”

แม้คนไทยจำนวนไม่น้อยจะตระหนักถึงความสำคัญของอนาคต แต่การลงมือทำยังตามมาไม่ทัน แบบสำรวจเดียวกันพบว่า แม้กว่า 60% ของคนไทยมีแผนการเงินเพื่อการเกษียณ แต่มีเพียง ราว 15% เท่านั้นที่ปฏิบัติตามแผนอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนผู้ลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังมีเพียงประมาณ 2.8 ล้านคน หรือราว 4% ของประชากรทั้งหมด แม้จะเพิ่มขึ้นในช่วงหลัง แต่ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับศักยภาพของตลาดและเศรษฐกิจ

แม้แต่คนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ซึ่งเริ่มให้ความสนใจเรื่องการเงินมากขึ้น ผลสำรวจกลับพบว่า “การลงทุน” มักถูกจัดอยู่ในลำดับความสำคัญท้าย ๆ เสมอ สะท้อนปัญหาด้านความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจในการลงทุน

ภาพใหญ่ที่หลายคนมองข้าม

ปี 2569 ประเทศไทยเปิดปีด้วยการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียง 1.6-2% ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และเป็นครั้งแรกที่เราอยู่ท้ายสุดของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนจากนโยบายเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดแรงงาน ล้วนเพิ่มความไม่มั่นคงต่อรายได้และความมั่นคงในการทำงานของคนส่วนใหญ่

ในระดับโลก ภาพยิ่งชัดเจนขึ้น ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา หนี้สาธารณะของประเทศหลัก ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลทั่วโลกเติบโตเร็วกว่ารายได้ภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ คำถามคือ รัฐบาลทั่วโลกแก้ปัญหานี้อย่างไร คำตอบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ “การทำให้ค่าเงินด้อยลงในเชิงมูลค่าที่แท้จริง” ผ่านการพิมพ์เงินมากขึ้น ผ่านการขยายปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจโลก หรือ Global M2 ซึ่งเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจจริงอย่างต่อเนื่อง

เงินในบัญชีคุณอาจยังเป็น 100,000 บาทเท่าเดิม แต่สิ่งที่ซื้อได้กลับลดลงทุกปี นี่คือการ “ลดทอนกำลังซื้อ” อย่างเงียบ ๆ โดยที่หลายคนไม่รู้ตัว ในโลกเช่นนี้ การลงทุนไม่ได้มีบทบาทแค่สร้างความมั่งคั่ง แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการ “ปกป้อง” ความมั่งคั่งด้วย

โลกวันนี้ “ไม่ลงทุน” เสี่ยงกว่า “ลงทุน”

หลายคนกลัวความเสี่ยงจากการลงทุน แต่กลับไม่กลัวเงินเฟ้อ ทั้งที่เงินเฟ้อคือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นแน่นอน และเกิดขึ้นทุกวัน เงินเฟ้อเพียง 3-4% ต่อปี อาจฟังดูไม่มาก แต่ในระยะเวลา 20 ปี กำลังซื้อของเงินจะหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง การถือเงินสดในโลกแบบนี้ คือการยอมรับการขาดทุนอย่างแน่นอน เพียงแต่เกิดขึ้นช้าและเงียบ

หลายคนยังเข้าใจผิดว่าการลงทุนคือการเก็งกำไร หรือการหวังรวยเร็ว แต่ในความเป็นจริง การลงทุนที่ดีคือการทำให้เงินของคุณเติบโตไปพร้อมกับโลก ไม่ใช่การพยายามเอาชนะตลาด แต่คือการไม่ให้ระบบการเงินเอาชนะเรา

ผลตอบแทนที่พูดแทนทุกอย่าง

วันนี้ เงินฝากระยะยาวให้ดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ต่อปี บัญชีออมทรัพย์ให้ผลตอบแทนราว 0.5% การเก็บเงินไว้ในธนาคารจึงแทบเป็นการรับประกันการขาดทุนในระยะยาว ในขณะที่สินทรัพย์อื่น ๆ ให้ผลตอบแทนแตกต่างอย่างชัดเจน หุ้นสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจโลก ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 10-12% ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย แต่ในหลายช่วงยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่ทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในระดับสูง โดยมีผลตอบแทนแบบ annualized ราว 20% ต่อปี และบิตคอยน์ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง ประมาณ 26% ต่อปี ในช่วงเวลาเดียวกัน แม้จะมาพร้อมกับความผันผวนที่สูงกว่า

แม้หลายคนอาจยังไม่มองว่าบิตคอยน์เป็นหนึ่งในสินทรัพย์การลงทุนหลัก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บิตคอยน์กลับได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เหตุผลสำคัญคือ บิตคอยน์ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์โลกที่ค่าเงินถูกลดค่าอย่างต่อเนื่อง ด้วยอุปทานที่จำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ และกลไกการลดอัตราการผลิตผ่านระบบ Halving ทำให้บิตคอยน์กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีลักษณะ “ขาดแคลนโดยโครงสร้าง” แตกต่างจากสกุลเงินทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ บิตคอยน์จึงกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมกับการยอมรับที่เพิ่มขึ้นจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลก และการกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ส่งผลให้บิตคอยน์ค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์ทางเลือก ไปสู่หนึ่งในสินทรัพย์ที่ถูกนำมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนมากขึ้นในโลกการเงินยุคใหม่

การจัดพอร์ต : หัวใจของการลงทุนระยะยาว

แน่นอนว่าผลตอบแทนเหล่านี้ไม่ได้มาเป็นเส้นตรง ทุกสินทรัพย์ล้วนมีช่วงขึ้นและลง ดังนั้นหัวใจของการลงทุนจึงไม่ใช่การเลือกสินทรัพย์ตัวเดียว แต่คือการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละคน การกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ ช่วยให้สินทรัพย์หนึ่งลดแรงกระแทกของอีกสินทรัพย์ ในขณะที่ภาพรวมของพอร์ตยังสามารถเติบโตและเอาชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว

การลงทุนเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การจับจังหวะตลาดให้ถูก แต่คือการเริ่มต้น และลงทุนอย่างมีวินัย

กลยุทธ์การลงทุนปี 2569 : ความเสี่ยงมาก่อน ผลตอบแทนตามมา

ในปี 2569 ที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทั้งด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ธีมการลงทุนส่วนตัวของผมคือ “Risk First, Return Second” หรือการมองความเสี่ยงก่อน แล้วค่อยพิจารณาผลตอบแทน ก่อนตัดสินใจลงทุน ผมจะตั้งคำถามไม่ใช่ว่า “จะได้กำไรเท่าไหร่” แต่คือ “ถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้น จะขาดทุนได้สูงสุดเท่าไหร่” การประเมิน downside ให้ชัดเจน และเข้าใจสิ่งที่ลงทุนอย่างแท้จริง คือสิ่งที่ช่วยให้เราอยู่ในตลาดได้ในระยะยาว

หนึ่งในวิธีที่ผมใช้คือการแบ่งพอร์ตออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ Core Portfolio ประมาณ 70% ลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาวที่มีศักยภาพการเติบโตสม่ำเสมอ โดยใช้กลยุทธ์ Dollar-Cost Averaging (DCA) อย่างมีวินัย เพราะการจับจังหวะตลาดเป็นเรื่องยาก แต่สินทรัพย์ที่ดีมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาวอยู่แล้ว อีกส่วนหนึ่งของพอร์ต เป็นส่วนสำหรับการลงทุนเชิงโอกาสหรือการเทรดเพื่อรับมือกับความผันผวนที่คาดว่าจะสูงในปีนี้ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้ไม่เหมาะกับทุกคน เหมาะกับผู้ที่มีเวลา ศึกษา และติดตามตลาดอย่างใกล้ชิดเท่านั้น

บทสรุป

สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การลงทุนให้เก่งที่สุด แต่คือการเริ่มต้นลงทุน และไม่ปล่อยให้เงินของเราถูกเงินเฟ้อกัดกินไปเรื่อย ๆ ในโลกยุคใหม่ การลงทุนไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความจำเป็น หากเราต้องการรักษาความมั่งคั่งและคุณภาพชีวิตในระยะยาว เมื่อโลกเปลี่ยนไป คำสอนที่ว่า “ฝากเงินไว้ในธนาคาร” อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดอีกต่อไป เพราะบางครั้งการตัดสินใจที่เสี่ยงที่สุดก็คือการ “ไม่ตัดสินใจอะไรเลย”