ในขณะนี้สหรัฐอเมริกากำลังตกอยู่ภายใต้กระแสการบังคับใช้กฎหมายที่รุนแรง จนดูเหมือนจะขัดกับทั้งจิตวิญญาณของความเป็นชาติและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเอง บรรยากาศเต็มไปด้วยวาทกรรมเรื่องการเนรเทศผู้คนจำนวนมาก การบุกตรวจค้นสถานประกอบการ และการสร้างความหวาดกลัวผ่านนโยบาย “ขอดูเอกสาร” ซึ่งส่งผลกระทบไปไกลเกินกว่าแค่กลุ่มคนไม่มีเอกสาร แต่มันกำลังลามไปสู่ทุกคนที่มีรากเหง้าจากการอพยพ ไม่ว่าจะมีสถานะทางกฎหมายถูกต้องเพียงใดก็ตาม
นี่ไม่ใช่แค่การถกเถียงเรื่องความมั่นคงชายแดนอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นกระบวนการสร้างความกลัวอย่างเป็นระบบที่ทำให้ชุมชนเป็นอัมพาต และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มันกำลังทำให้เหล่า “ผู้นำตัวจริง” ในภาคธุรกิจ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอเมริกาต้องออกมาส่งเสียงเตือนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อ เจมี่ ไดมอน (Jamie Dimon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase ยอมละทิ้งท่าทีเป็นกลางทางการเมืองที่เข้มงวดของเขาเพื่อส่งสัญญาณเตือนภัย โลกควรต้องหยุดฟัง
“เราต้องการคนเหล่านี้ พวกเขาทำงานในโรงพยาบาล โรงแรม ร้านอาหาร และในภาคการเกษตรของเรา พวกเขาเป็นคนดี... และพวกเขาควรได้รับการปฏิบัติเยี่ยงคนดี”
การออกมาแสดงทัศนะของเขาไม่ใช่แค่การวิงวอนเชิงมนุษยธรรมแต่เป็นการคำนวณทางเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง กลุ่มผู้นำจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ชี้ให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างก้าวร้าวเช่นนี้คือสูตรสำเร็จของความปั่นป่วนในประเทศและความเสื่อมถอยในระดับสากล
สภาพการณ์ในปัจจุบันได้สร้าง “ความโกลาหลที่ย้อนแย้ง” ขึ้นมา เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ที่คิดว่าการกวาดล้างผู้อพยพจะกระทบเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีเอกสาร แต่ในความเป็นจริง ความหวาดกลัวนี้แผ่ซ่านไปถึงทุกภาคส่วนของสังคม เมื่อหัวหน้าครอบครัวถูกคุมตัวขณะรอรถเมล์ หรือพยาบาลถูกกักตัวระหว่างไปเข้าเวร ระบบนิเวศของชุมชนนั้นจะพังทลายลงทันที
ผู้อยู่อาศัยที่ถูกกฎหมาย พลเมืองที่โอนสัญชาติ และครอบครัวชาวอเมริกันหลายชั่วอายุคน ต่างต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง บรรยากาศแห่งความไม่ไว้วางใจนี้ทำลายพันธสัญญาทางสังคม ผู้คนไม่กล้าไปหาหมอ ไม่กล้ารายงานอาชญากรรม และไม่กล้าออกมาจับจ่ายใช้สอย เมื่อประชากรส่วนหนึ่งต้องถอยลงไปอยู่ในเงามืดเพราะความกลัว การบริโภคในท้องถิ่นจะหดตัว ธุรกิจขนาดเล็กเสียลูกค้าประจำ และ “ความฝันอเมริกัน” (American Dream) ก็จะเริ่มกลายเป็นฝันร้ายของการถูกเฝ้าติดตามแทน
โรคระบาดแห่งการเกลียดชังชาวต่างชาติในระดับโลก
สิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นโดดเดี่ยว โดนัลด์ ทรัมป์ ประสบความสำเร็จในการส่งออก “ต้นแบบชาตินิยมสุดโต่ง” ไปยังประเทศอื่นๆ ด้วยการป้ายสีว่าผู้อพยพคือ “ผู้รุกราน” แทนที่จะมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลส่งสัญญาณที่รุนแรงไปยังกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาในยุโรปและทั่วโลกให้นำนโยบายนี้ไปใช้เป็นแม่แบบ
กระแสต่อต้านผู้อพยพทั่วโลกนี้ถือเป็นชัยชนะของการโฆษณาชวนเชื่อที่อันตราย เพราะมันละเลยความจริงที่ว่าโลกตะวันตกกำลังเผชิญกับ “ฤดูหนาวทางประชากร” (Demographic Winter) ที่คนเกิดน้อยลงและสังคมผู้สูงอายุรุนแรงขึ้น การอพยพคือเครื่องยนต์เพียงตัวเดียวที่เหลืออยู่สำหรับการเติบโต การประจานและตราหน้าผู้อพยพ (Immigration Shaming) โดยเน้นย้ำเฉพาะ “ด้านลบ” คือการทำลายความอยู่รอดในระยะยาวของชาติตนเองโดยเจตนา
ผู้อพยพในฐานะสถาปนิกผู้สร้างชาติ
หากต้องการเข้าใจว่าทำไมโยบายปัจจุบันจึงบ่อนทำลายชาติ เราต้องย้อนกลับไปดูบทบาทพื้นฐานของผู้อพยพต่อเศรษฐกิจอเมริกา ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่และมีพลวัตที่สุดในโลก สหรัฐฯไม่ได้เป็นมหาอำนาจ “ทั้งที่มีผู้อพยพ” แต่เป็นมหาอำนาจ “เพราะมีผู้อพยพ” ต่างหากการเติบโตของกำลังแรงงานและเครื่องยนต์ : GDP สำนักงานงบประมาณแห่งสภาคองเกรส (CBO) ระบุชัดเจนว่า ผู้อพยพช่วยขยายขีดความสามารถในการผลิตของชาติ พวกเขาเติมเต็มตำแหน่งงาน “ที่จำเป็น” (Essential workers) ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรมที่สร้างความมั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงงานก่อสร้างพยาบาลและผู้ดูแลผู้สูงอายุ หากไม่มีแรงงานเหล่านี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเผชิญกับการหดตัวอย่างรุนแรง
นวัตกรรมและจิตวิญญาณผู้ประกอบการ : อเมริกาขับเคลื่อนด้วยมันสมองจากต่างแดน ผู้อพยพก่อตั้งธุรกิจในอัตราที่สูงกว่าคนท้องถิ่น เกือบครึ่งหนึ่งของบริษัทใน Fortune 500 ก่อตั้งโดยผู้อพยพหรือลูกหลานของพวกเขา ในภาคเทคโนโลยี ผู้อพยพคือผู้ถือสิทธิบัตรและผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพจำนวนมหาศาล หากปิดประตูหรือสร้างสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย พรสวรรค์เหล่านี้จะหนีไปที่อื่น
รายได้จากภาษีและความยั่งยืนทางการคลัง : มายาคติที่ว่าผู้อพยพเป็น “ภาระ” ของรัฐคือคำลวง ผู้อพยพจ่ายภาษีรวมกันปีละหลายพันล้านดอลลาร์ พวกเขาส่งเงินเข้ากองทุนประกันสังคมและเมดิแคร์ (Social Security & Medicare) แม้หลายคนจะไม่มีสิทธิเบิกใช้เลยก็ตาม ซึ่งเท่ากับว่าพวกเขากำลังช่วยจ่ายค่าบำนาญให้กับคนอเมริกันที่เกษียณอายุอยู่ในขณะนี้
บทเรียนจากโลก: แคนาดาใช้ระบบคะแนนที่เน้นแรงงานทักษะสูงและแรงงานจำเป็น ทำให้สามารถพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตได้ท่ามกลางสังคมผู้สูงอายุ เยอรมนีอาศัยพลังของผู้อพยพป้อนตลาดแรงงานหลังปี 2015 ช่วยเติมเต็มช่องว่างในภาคการผลิต ทำให้เยอรมนียังคงเป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของยุโรป
สิงคโปร์ไม่สามารถสร้างศูนย์กลางการเงินระดับโลกหรือโครงสร้างพื้นฐานชั้นเลิศได้ โดยปราศจากแรงงานอพยพที่คล่องตัวและมีคุณภาพ เหล่านี้เป็นต้น
การที่รัฐบาลมุ่งเน้นเฉพาะ “ต้นทุน” ของการมีผู้อพยพ เช่น ค่าใช้จ่ายในการศึกษาหรือสาธารณสุขท้องถิ่น คือการทำบัญชีที่บิดเบือน ความจริงก็คือการลงทุนทุกอย่างย่อมมีต้นทุนเริ่มแรก การที่ท้องถิ่นต้องการงบสนับสนุนเพื่อดูแลสมาชิกใหม่นั้นเป็นเรื่องจริง แต่นั่นคือ “การลงทุน” ในฐานะผู้เสียภาษีและผู้บริโภคในอนาคต ดังนั้นจึงไม่ควรเน้นที่การประจานแต่ควรมองที่ความสมดุล
การพูดถึงแต่ค่าใช้จ่ายเรื่องโต๊ะเรียนในห้องเรียน โดยไม่พูดถึงภาษีมหาศาลและ GDP มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ที่ผู้อพยพสร้างขึ้น ไม่ใช่การกำหนดนโยบาย แต่มันคือการ “โฆษณาชวนเชื่อ” ที่ออกแบบมาเพื่อชนะการเลือกตั้ง โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำลายรากฐานของประเทศไปมากเท่าใด
คำร้องขอต่อสติสัมปชัญญะเตือนสติโดยภาคธุรกิจและนักการเมืองสายกลางว่า ประเทศไม่สามารถมีเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองได้ หากในขณะเดียวกันเรากำลังทำ “สงครามกลางเมือง” กับกำลังแรงงานของตนเอง
นโยบายที่เน้นการปราบปรามเป็นหลักกำลังทำให้เกิด “ภาวะสมองไหล” และ “ภาวะแรงงานขาดแคลน” พร้อมๆ กัน มันกำลังสร้างสังคมที่นิยามด้วยความหวาดกลัวแทนที่จะเป็นโอกาส หากสหรัฐฯ ยังคงเป็นต้นแบบให้กลุ่มขวาจัดทั่วโลกในการทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้อพยพและใช้พรมแดนเป็นอาวุธ โลกทั้งใบจะยากจนลง แตกแยกมากขึ้น และสูญเสียเสรีภาพไปในที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ไทยเองก็มีความท้าทายไม่แพ้กันและความสมดุลของการมีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยนั้นเป็นสิ่งที่เราควรพิจารณาด้วยความรอบคอบท่ามกลางกระแสชาตินิยมและฤดูกาลเลือกตั้งครั้งนี้





