ผมไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของอเมริกันฟุตบอล แต่ก็มีโอกาสได้ไปเรียนและไปเชียร์ทีมใน “Big Ten”ถึงสองแห่งด้วยกัน
ครั้งแรก ตอนทำปริญญาโทที่เคลล็อก (Kellogg) มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น (Northwestern) ผมได้เชียร์ทีมWildcats และครั้งที่สอง เมื่อทำปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ (University of Illinois at Urbana-Champaign) ก็ได้เชียร์ทีมFighting Illini
ทั้งสองทีมนี้อยู่ในลีก Big Ten ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของ 10 มหาวิทยาลัยยักษ์ใหญ่ในมิดเวสต์ (Midwest) ของสหรัฐอเมริกา
ลีกนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 130 ปีแล้ว ช่วงแรกเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “Big Nine” แต่พอรวมกันได้ 10 ทีม จึงเปลี่ยนชื่อเป็น Big Ten เมื่อปี 1917 นับเป็นเวลา 109 ปีมาแล้ว
มีพี่ใหญ่ที่แข็งแกร่งด้านกีฬาอย่างMichigan, Ohio State,Indiana และIowa เป็นเสาหลัก ส่วน Illinois และ Northwestern ที่ผมไปเรียนนั้น เป็นทีมขนาดกลางค่อนข้างเล็ก สมัยที่ผมเรียน ผลการแข่งขันอยู่อันดับกลางๆ หรือบางครั้งก็เกือบรั้งท้าย
แต่หลังจากที่ผมเรียนจบมาแล้ว บางปีกลับทำผลงานได้ดีมาก จนได้สิทธิ์ไปแข่งขันกับทีมชั้นนำของลีกอื่น ในช่วงฉลองปีใหม่ที่เขาเรียกกันว่า“Bowl Games”
Illinois เคยได้เป็นถึงแชมป์ของ Big Ten ได้สิทธิ์ไปแข่งขันกับทีมแชมป์ของลีกอื่น ที่“Rose Bowl” ซึ่งเป็น Bowl ยิ่งใหญ่ระดับชาติ และไปมาแล้วถึง 2 ครั้ง เมื่อปี 1984 และ 2008
ต้นปี 2026 นี้ ผมได้รับข่าวว่าทีมฟุตบอลอิลลินอยส์ แม้จะไม่ได้แชมป์ Big Ten แต่ก็ได้สร้างผลงานที่ดี ในฤดูการแข่งขัน 2025 ด้วยสถิติ ชนะ 8 แพ้ 4
จึงทำให้ได้สิทธิ์ไปแข่งที่ “Music City Bowl”ที่เมือง Nashville เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยแข่งกับทีม “Tennessee Volunteers” ซึ่งมีสถิติชนะ 8 แพ้ 4 เท่ากับอิลลินอยส์เลย
Tennessee อยู่ในลีก SEC (Southeastern Conference) ซึ่งเป็นลีกที่แข็งแกร่งมาก
ทำให้อิลลินอยส์ต้องสู้แบบสุดๆ จนเหลือเวลาเพียง 40 วินาทีและเล่นได้อีกเพียงหนึ่งเพลย์เท่านั้น แต่คะแนนของอิลลินอยส์ ยังแพ้อยู่ที่ 27-28
ถ้าเล่นพลาด ก็คือหมดเวลาและแพ้ทันที แต่อิลลินอยส์กลับปล่อย 40 วินาทีที่มีค่าทิ้งไปเฉยๆ ทีละติ๊กๆ..ๆ..ๆ โห..อะไรจะใจนิ่งได้ขนาดนั้น!
จนเหลือเพียง 3 วินาที จะหมดเวลา นักฟุตบอลจึงรีบวางลูกแล้วเตะฟีลโกล เมื่อลูกฟุตบอลลอยออกมาจากเท้านักเตะ เข็มนาฬิกาก็ขึ้น 0 วินาที หมดเวลาพอดี ลูกฟุตบอลลอยขึ้นและพุ่งเข้าเป้าหมายอย่างงดงาม อิลลินอยส์ได้มา 3 คะแนน สกอร์บอร์ดเปลี่ยนเป็น30-28….เฮกันสนั่นสนามทันที ธงอิลลินอยส์โบกสะบัดไปทั่วสนาม
ผมห่างเหินฟุตบอลมหาวิทยาลัยมานาน พอเห็นข่าวนี้ก็ตื่นเต้นไปด้วยเลยต้องกลับไปอัปเดตข้อมูลว่า หลายสิบปีที่ผ่านมา Big Ten มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่น่าสนใจบ้าง
ที่ประหลาดใจก็คือ แม้จะยังเรียกชื่อว่า Big Ten แต่ปัจจุบันสมาชิกได้เพิ่มขึ้นเป็น18 ทีม แล้ว และมีทีมแกร่งมากจากฝั่งตะวันตกคือUSC และทีมอย่างUCLA ซึ่งเดิมสังกัดลีกPac-12 ย้ายมาอยู่ Big Ten ด้วย
แล้วทำไมจึงไม่เปลี่ยนชื่อลีกเป็น “Big Eighteen” ล่ะครับ คำอธิบายก็คือชื่อ Big Ten เป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูง และเขาก็เคารพประวัติศาสตร์ของลีกที่ยาวนานด้วย
แต่ผมคิดว่าการออกเสียง Big Eighteen คงจะฟังไม่ค่อยลื่นหูด้วยแหละถ้าในอนาคตได้มาอีกสองแห่ง รวมเป็น 20 ทีม ลีกนี้อาจจะกลายเป็น “Big Twenty” ก็ได้นะ
คุณอยากรู้เหมือนผมไหมว่า ทีมที่แข็งแกร่งและอยู่ฝั่งWest ทำไมจึงย้ายมาอยู่ลีกของฝั่งMidwestได้ล่ะ คนละพื้นที่กันเลย คำตอบก็คือ….“เพราะ ‘เงิน’ ไงครับ!”
กีฬาใดคนดูมาก ที่นั่นก็มีเงินสะพัดมาก ขุมทรัพย์หลักคือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ซึ่งในเรื่องนี้ผู้บริหารของ Big Ten เฉียบคมในการบริหารสื่อ และการเจรจาต่อรองรายได้ เก่งกว่าผู้บริหาร Pac-12ครับ
ผลคือ Big Ten รวยกว่ามหาศาลขายเก่งกว่าเจรจาดีลลิขสิทธิ์กับสื่อยักษ์ใหญ่ได้มูลค่าสูงกว่า ตัดสินใจเร็วกว่าและไม่ยึดติดเขตภูมิศาสตร์ยอมให้ข้ามเขตแดนเพื่อดึงทีมที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงไม่ลังเลเหมือนผู้บริหาร Pac-12
ในขณะที่Pac-12 พลาดก็เพราะประเมินตัวเองสูงไป บริหารช่องทีวีของตัวเองผิดพลาด จนทีมใหญ่อย่าง USC และ UCLA ทนไม่ไหว ต้องโบกมืออำลาลีกเดิม ไปอยู่ลีกใหม่ที่มั่งคั่งกว่า
Pac-12 จึงไม่ได้แพ้ Big Ten ในสนาม แต่แพ้ที่การตัดสินใจของผู้บริหารในห้องประชุมครับนี่คือกรณีศึกษาอันล้ำค่า ที่นักวิชาการด้านการบริหารอย่างผม จะเล่าให้ ซีอีโอทั้งหลายฟัง
ทุกวันนี้ สมาชิก 18 ทีมของ Big Ten ซึ่งรวมน้องใหม่อย่าง USC และ UCLA มีรายได้จากการแบ่งเงินลิขสิทธิ์เฉลี่ยแล้วได้มากถึงทีมละเกือบ100 ล้านเหรียญต่อปี เชียวครับ
ในขณะที่ Pac-12 เดิม ที่ล่มสลายลงไปนั้น รายได้หดหายจนเหลือน้อยนิด เทียบกันไม่ได้เลย และลีกนี้ก็มีเหลือเพียง 2 ทีมเท่านั้น กำลังกอบกู้ขึ้นมาใหม่ ด้วยการเพิ่มสมาชิกในฤดูกาล 2026 นี้ให้เป็น 8 ทีม
ในฐานะศิษย์เก่า ผมดีใจที่ได้เห็นทีม Fighting Illini ชนะ Tennessee และภูมิใจยิ่งขึ้นที่ Illinois เป็นสมาชิกดั้งเดิม ของลีกที่ทรงพลังอย่าง Big Ten
เขียนมาจนจะจบอยู่แล้ว คุณคงมีถามในใจว่า แล้วเรื่องกีฬาที่ผมเล่ามานี้ มันเกี่ยวอะไรกับสภาฯล่ะ? คำตอบก็คือผมคิดว่าทั้ง 2 เรื่อง สะท้อนสัจธรรมคล้ายๆกันครับ
ก็ลีกกีฬาเหล่านี้ ขนาดทีมยักษ์ใหญ่แท้ๆ ยังกล้าย้ายสังกัดข้ามเขตภูมิศาสตร์เพื่อไปหามูลค่าเพิ่มที่อีกลีกหนึ่งเลย เมื่อคิดดูแล้ว จึงไม่ต่างจากสมาชิกพรรคการเมืองไทย ที่ย้ายสังกัดไปหามูลค่าเพิ่มเช่นกัน
ย้ายไปหาพรรคใหม่ หรือบ้านใหญ่แห่งใหม่ ที่มีทรัพยากรมากกว่าหรือโอกาสดีกว่า ถึงแม้จะเป็นการย้ายข้ามเขต ข้ามสี รวมทั้งข้ามอุดมการณ์ ก็ไม่ใช่ปัญหา ระดับบิ๊กหลายคนเขาทำให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ
ปลายปี 2568 สมาชิกพรรคการเมือง ย้ายไปหาหลักแหล่งแห่งที่กันจนลงตัว ไม่ว่าจะเป็น “พรรคพิง หรือ พิงพรรค”และได้เบอร์เขต เบอร์ปาร์ตี้ลิสต์กันครบวันนี้กำลังหาเสียงโค้งสุดท้ายกันอย่างเข้มข้นแล้ว
ที่เหลือก็แค่รอดูผลการเลือกตั้ง ว่าพรรคการเมืองใด หรือบ้านใหญ่หลังใด จะทำผลงานได้สมราคาคุย
เรื่องอเมริกันฟุตบอลที่ผมเล่ามานี้ มันทำให้ผมคิดว่า สนามกีฬา กับ สภาฯ มีความเหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ
ไม่ว่าสนามกีฬา หรือสภาหรู…. “ผลประโยชน์” มักจะนำหน้า “อุดมการณ์” ครับ





