ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับ“วิกฤติโครงสร้างประชากร” สัญญาณเตือนที่ดังที่สุดมาจากข้อมูลสถิติล่าสุดปี 2568 ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ซึ่งเผยให้เห็นตัวเลขเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงเหลือเพียง 416,574 คน ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี
ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 559,684 คน มากกว่าการเกิดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 คือระเบิดเวลาที่ส่งสัญญาณถึงผลกระทบลูกโซ่ที่จะสั่นคลอนรากฐานทางเศรษฐกิจและกำลังแรงงานของประเทศอย่างรุนแรงในอนาคตอันใกล้นี้
สถานการณ์น่ากังวลยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งอยู่ในช่วงที่โครงสร้างประชากรขาขึ้นและมีแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่เป็นบวก ทำให้ไทยเสี่ยงที่จะถูกทิ้งห่างในเวทีการแข่งขันระดับโลก เพราะการขาดแคลนแรงงานย่อมนำไปสู่กำลังการผลิตที่ลดลง วัยทำงานที่เหลือน้อยก็จะบั่นทอนกำลังซื้อโดยรวมของประเทศ เศรษฐกิจชะงัก กระทบความมั่นคงทางการคลังภาครัฐที่ลดลงจากการจัดเก็บภาษีได้น้อยลง หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะ “การล่มสลายของประชากร” (Population Collapse) ส่งผลต่อ GDP ของประเทศ และสถาบันครอบครัวไทย
การเกิดน้อยไม่ได้หมายถึงแค่ปัญหาเชิงปริมาณ แต่ยังสร้างสภาวะที่เด็กแต่ละคนต้องเติบโตอย่างโดดเดี่ยวมากขึ้น ขาดปฏิสัมพันธ์กับพี่น้องในครอบครัวขยายที่เคยเป็นเครือข่ายทางสังคมที่สำคัญในอดีต รายงานผลสำรวจเยาวชนไทยปี 2568 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ฉายภาพความเปราะบางทางอารมณ์ของเด็กรุ่นใหม่ไว้อย่างน่าเป็นห่วง โดยพบว่า 29% ของเด็กรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว และอีก 14% เผชิญกับความเครียดบ่อยครั้ง แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือ มีเด็กและเยาวชนถึง 7% หรือราว 9 ล้านคน เทียบเท่ากับประชากรทั้งหมดของกทม.ไม่พึงพอใจในชีวิตของตัวเอง สาเหตุสำคัญมาจากการขาดความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงระหว่างกันภายในครอบครัว
สถานการณ์ “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ทั้งในมิติเศรษฐกิจที่สั่นคลอนจากภาวะขาดแคลนแรงงาน และมิติสังคมที่เปราะบางจากปัญหาสุขภาพจิตของเด็กรุ่นใหม่ คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด การแก้ปัญหาต้องดำเนินไปพร้อมกันทั้งสองด้าน ทั้งการส่งเสริมให้คนอยากมีบุตรอย่างมีคุณภาพ และการดูแลสุขภาพกายและใจของเด็กทุกคนที่เกิดมาให้เติบโตอย่างมีความสุขและแข็งแกร่ง
เพื่อรับมือกับวิกฤตินี้ รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพ ปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการตัดสินใจมีบุตร ส่งเสริมนโยบาย Family Friendly Workplace สร้างสังคมและระบบนิเวศที่น่าอยู่ (Ecology) เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่มองเห็นอนาคตในการสร้างครอบครัว และต้องลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม จริงจัง ต่อเนื่อง และรวดเร็ว ถ้าเราดำเนินการล่าช้าก็เท่ากับว่า ทุกนาทีที่ผ่านไปคือความยาวนานของวิกฤติที่เพิ่มขึ้น





