ประชากรต้องเป็นวาระแห่งชาติรับมือเทรนด์เด็กไทยเกิดน้อยลง

ประชากรต้องเป็นวาระแห่งชาติรับมือเทรนด์เด็กไทยเกิดน้อยลง

เพิ่งผ่านพ้นปีใหม่ได้ไม่กี่วันมีข่าวที่ต้องสนใจเรื่องเด็กเกิดใหม่ เนื่องในวาระวันเด็กแห่งชาติ วันเสาร์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคม และการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จำนวนประชากรควรเป็นวาระแห่งชาติ เพราะเรื่องนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ในประเทศร่ำรวยอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาแล้ว

ข้อมูลสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย(มท.) เผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา เด็กไทยเกิดใหม่ 4.16 แสนคนต่ำกว่า 5 แสนคนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ทั้งยังต่ำสุดในรอบ 75 ปี กล่าวคือต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2493 ที่มี จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ปีนั้นเด็กไทยเกิดใหม่ 525,800 คน ซึ่งเราก็ได้ร่ำเรียนกันแต่ไหนแต่ไรว่า จอมพล ป. มีนโยบายส่งเสริมคนไทยมีลูกเพื่อเสริมสร้างความเป็นมหาอำนาจ 

เด็กรุ่นนี้คือคนรุ่น เบบี้บูมเมอร์ เกิดหลังสงครามยุคบ้านดีเมืองดี หญิงชายสบายใจจึงมีลูกกันมากมาย ตั้งแต่ปี 2493 จำนวนเด็กเกิดใหม่ของไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปี 2506 จำนวน 1,020,051 คน เป็นปีแรกที่จำนวนเกิน 1 ล้านคน สมัยนายกรัฐมนตรีจอมพลถนอม กิตติขจร หลังจากนั้นต่อเนื่อง 20 ปี กล่าวคือ ตั้งแต่ปี 2506-2526 เด็กไทยเกิดใหม่ปีละกว่า 1 ล้านคนมาโดยตลอด  โดยในปี 2514 จำนวนเกิดสูงสุดอยู่ที่ 1,221,228 คน และนับตั้งแต่ปี 2527 จำนวนเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 1 ล้านคน

เรื่องเด็กเกิดน้อยไม่ได้มีเพียงไทยเท่านั้นที่มีปัญหา จำนวนประชากรไทย อยู่ที่ราว 66 ล้านคน เด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 5 แสนต้องเริ่มคิดหนัก ขนาดประเทศจีนที่มีจำนวนประชากรระดับ 1,400 ล้านคนก็มีปัญหาเหมือนกัน ปี 2567 จีนมีเด็กเกิดเพียง 9.54 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่จีนเริ่มผ่อนคลายกฎเกณฑ์บังคับว่าประชาชนสามารถมีลูกได้กี่คน รูปธรรมที่เห็นชัดคืออินเดียแซงหน้าจีนขึ้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกเสียแล้ว เศรษฐกิจอินเดียก็เติบโตปัจจัยหนึ่งที่เอื้ออำนวยคือการมีแรงงานหนุ่มสาวมาก

ในโอกาสที่จะมีการเลือกตั้งในเดือนหน้า พรรคที่เสนอตัวให้ประชาชนเลือกไปเป็นรัฐบาลจึงควรมองนโยบายประชากรอย่างเป็นระบบและระยะยาว ไม่ใช่มาตรการเฉพาะกิจหรือเพียงเงินอุดหนุนระยะสั้น การส่งเสริมให้คนมีบุตรต้องเริ่มตั้งแต่การทำให้ “การมีลูกไม่ใช่ความเสี่ยงในชีวิต” รัฐควรลงทุนด้านสวัสดิการพื้นฐานอย่างจริงจัง เช่น การดูแลครรภ์และการคลอดที่มีคุณภาพและปลอดค่าใช้จ่าย การจัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ได้มาตรฐานใกล้ชุมชนและสถานที่ทำงาน การขยายสิทธิลาคลอดและลางานเลี้ยงดูบุตรทั้งพ่อและแม่อย่างเพียงพอ รวมถึงนโยบายที่อยู่อาศัยและระบบภาษีที่เอื้อต่อครอบครัววัยทำงาน สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนการมีลูก และสร้างความมั่นใจให้คนรุ่นใหม่กล้าตัดสินใจสร้างครอบครัว
    

ขณะเดียวกัน การเพิ่มจำนวนประชากรต้องเดินควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพคน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการศึกษา การพัฒนาทักษะแห่งอนาคต และระบบสาธารณสุขที่รองรับสังคมทุกช่วงวัย เพื่อให้เด็กที่เกิดมาเติบโตเป็นกำลังคนที่มีศักยภาพ ไม่ใช่เพียงตัวเลขในทะเบียนราษฎร นโยบายประชากรจึงไม่ใช่เรื่องของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องบูรณาการเศรษฐกิจ แรงงาน การศึกษา และสังคมเข้าด้วยกัน หากรัฐยังปล่อยให้คนรุ่นใหม่เผชิญความไม่มั่นคงเพียงลำพัง ปัญหาเด็กเกิดน้อยจะยิ่งรุนแรง และส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของประเทศในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้