เกษียณแบบยืดหยุ่น ‘ระบบนิเวศทำงาน’ คนทุกเจน

เกษียณแบบยืดหยุ่น ‘ระบบนิเวศทำงาน’ คนทุกเจน

ตลาดแรงงานไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลงจาก 2 ปัจจัยด้านหนึ่งคือการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ด้วยจำนวนผู้สูงอายุ 13 ล้านคนในปัจจุบัน และคาดว่าจะทะลุ 20 ล้านคนในอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้า ที่ส่วนหนึ่งกำลังทรัพย์มากพอที่ไม่ต้องทำงานก็ยังชีพอยู่อย่างมีคุณภาพได้

    แต่ยังอีกจำนวนไม่น้อยที่จำเป็นต้องทำงานเพราะเงินออมไม่มากพอ และยังมีส่วนหนึ่งที่มีศักยภาพทำงานต่อได้ในสาขาที่ตลาดงานยังต้องเพิ่งพา “สูงวัย”กลุ่มนี้  ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือแรงงานรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z ที่ก้าวเข้าสู่ตลาดการทำงาน อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะเจน คำถามคือว่า “ตลาดแรงงานไทย” จะทำอย่างไรให้คน 2 กลุ่มผสมผสานกัน (Intergenerational Pact)กันอย่างลงตัวและทำงานร่วมกันไปได้อย่างราบรื่น
    ข้อเสนอขยายอายุการทำงานจาก 60++ ออกไปเพราะว่าแรงงานสูงวัยไทยจำนวนไม่น้อยมีรายได้ไม่เพียงพอกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 พบว่าผู้สูงอายุจำนวนมากมีรายได้เฉลี่ยเพียงวันละ 83-167 บาท และที่น่าตกใจคือ สองในสาม หรือ 66.7% ไม่มีเงินออม ทำให้ผู้สูงอายุกว่า 5.26 ล้านคน ยังต้องทำงานต่อไป เพื่อความอยู่รอด มองอีกด้านการขยายโอกาสให้พวกเขายังคงอยู่ในตลาดแรงงานก็มีความจำเป็น

    ขณะที่ฟากของคนรุ่นใหม่ก้าวเข้าสู่โลกการทำงานที่มาพร้อมกับเทรนด์ “การเลิกจ้างถาวร (Forever Layoff)” และการจ้างงานที่เน้นทักษะมากกว่าวุฒิการศึกษา (Skills-First Hiring) ทำให้แรงงานที่จบใหม่เข้าสู่ตลาดงานก็มีความกังวลถึงการมีงานทำ ยังไม่นับแรงงานที่อยู่ในระบบที่ติดอยู่ในสภาวะ “ครอบครัวแซนด์วิช” (Sandwich Family) แบกรับทั้งการดูแลลูกหลานและพ่อแม่ที่ขาดความมั่นคงทางการเงินไปพร้อมกัน แรงงาน 1 คน ต้องดูแลผู้สูงอายุถึง 3 คนการขยายอายุเกษียณ ในวันที่พวกเขาแบกรับภาระก็อาจจะเป็นหนทางที่ช่วยคนกลุ่มนี้ให้อยู่ได้อย่างมีคุณภาพ

    ทางรอดหนึ่งที่หลายฝ่ายพยายามนำเสนอคือการทลายกรอบคิด ‘การเกษียณอายุแบบเหมารวม’ แล้วมุ่งหน้าสู่ ‘ระบบเกษียณยืดหยุ่น (Flexible Retirement)’ ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น 1. การจ้างงานกลับเข้ามาใหม่ (Re-hiring) ในรูปแบบสัญญาจ้างตามเนื้องาน เพื่อรักษาบุคลากรทรงคุณค่า 2. การขยายอายุการเกษียณ (Extending Retirement Age) ภายในระบบเดิมสำหรับตำแหน่งที่ขาดแคลน 3. รูปแบบยืดหยุ่นนอกระบบ (Flexible, Outside-the-System Models) ที่ให้อิสระในการกำหนดรูปแบบค่าตอบแทนและการทำงาน และ 4. การจ้างงานผู้สูงอายุใหม่ (Hiring New Older Workers) เพื่อเปิดรับประสบการณ์จากภายนอก ใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาของวัยเก๋าโดยไม่ขวางทางคนรุ่นใหม่ อย่างค่อยเป็นค่อยไป (Phase-in)
    หากต้องการสร้าง ‘ระบบนิเวศการทำงาน’ ที่ยั่งยืนสำหรับคนทุกวัย ภาครัฐควรจะต้องปฏิรูประบบสวัสดิการและบำนาญให้เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมสร้างแรงจูงใจทางภาษีที่ชัดเจน ภาคเอกชนต้องปฏิวัติแนวทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ให้มองเห็นความหลากหลายทางวัยเป็นจุดแข็ง ที่สำคัญตัวแรงงานเอง ต้องเปิดรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อพัฒนาทักษะใหม่ (Up-Skill/Re-Skill) ให้ทันต่อเทคโนโลยีและ AI การรับมือกับความท้าทายนี้คือการวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย เพื่อให้พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนในทศวรรษหน้า