อกาสกับวิกฤติมักเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่มองจากคนละมุม
ทุกวันนี้คงไม่มีเทคโนโลยีใดถูกพูดถึงมากไปกว่า AI อีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือต่างประเทศ ไม่ว่าจะทำงานในอาชีพไหน ทุกคนต่างให้ความสนใจและพยายามทำความเข้าใจว่า AI จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและการทำงานของเราอย่างไร
เรื่องราวของ AI เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความหวัง และความกังวล โดยเฉพาะคำถามที่ได้ยินกันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ในวันที่ AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น แล้วคนธรรมดาอย่างเราจะยังมีงานทำต่อไปอีกนานแค่ไหน
ผมคิดว่าความกังวลเรื่องการตกงานจาก AI ไม่ใช่เรื่องที่คิดกันไปเอง เพราะเทคโนโลยีทุกครั้งที่เข้ามาเปลี่ยนโลก ย่อมทำให้อาชีพบางอย่างหายไป ขณะเดียวกันก็สร้างอาชีพใหม่ขึ้นมาเสมอ สิ่งที่น่าสนใจคือโอกาสกับวิกฤตมักเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่มองจากคนละมุม สำหรับคนที่สามารถปรับตัวได้ การเปลี่ยนแปลงอาจกลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต แต่สำหรับคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง สิ่งเดียวกันนี้อาจกลายเป็นวิกฤตที่ทำให้สูญเสียทั้งงาน รายได้ และอนาคตทางอาชีพ
กลุ่มที่ดูน่ากังวลเป็นพิเศษคือคนที่ทำงานมานานจนเข้าสู่วัย 40 หรือ 50 ปี ที่ถูกให้ออกจากงานแล้วจะยังสามารถหางานใหม่ได้หรือไม่ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเมื่ออายุเกิน 40 ปี โอกาสในการเปลี่ยนงานจะลดลงอย่างมาก และเมื่อเข้าสู่วัย 50 ปี การตกงานแทบจะหมายถึงการสิ้นสุดชีวิตการทำงาน ความเชื่อเช่นนี้ทำให้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าตนเองกำลังเดินเข้าสู่ทางตัน ทั้งที่ยังมีความสามารถและมีเวลาในการทำงานอีกหลายสิบปี
แต่ผมกลับมองว่าอายุไม่ใช่ตัวตัดสินที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือคนคนนั้นมีความสามารถอะไร มีประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าได้มากน้อยเพียงใด และพร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงหรือไม่
ลองนึกภาพข้าราชการระดับสูงหรือผู้บริหารองค์กรที่เกษียณอายุเมื่อ 60 ปี แต่ยังมีสุขภาพแข็งแรง มีประสบการณ์บริหารงานที่ซับซ้อน เคยปรับโครงสร้างองค์กรจนประสบความสำเร็จ และยังมีความกระตือรือร้นที่จะทำงานต่อ หากผมเป็นผู้บริหารบริษัทที่ต้องการคนมาช่วยยกระดับองค์กร เหตุใดจึงต้องปฏิเสธคนเช่นนี้เพียงเพราะเขาอายุเกิน 60 ปี
ในทางกลับกัน ผมอาจยินดีจ่ายค่าตอบแทนที่สูงกว่าเพื่อให้ได้คนที่มีประสบการณ์และความสามารถจริงมาร่วมงาน เพราะสิ่งที่องค์กรต้องการไม่ใช่เพียงคนที่มีอายุน้อยหรือมีต้นทุนค่าจ้างต่ำ แต่ต้องการคนที่สามารถสร้างผลงานและช่วยแก้ปัญหาได้ คนที่มีประสบการณ์บริหารองค์กรมายาวนาน มีความเข้าใจคน เข้าใจธุรกิจ และเคยผ่านวิกฤตต่าง ๆ มาแล้ว อาจสามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้มากกว่าการจ้างคนที่อายุน้อยกว่าหลายคนรวมกันเสียอีก แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องเป็นอดีตอธิบดีหรือซีอีโอเท่านั้น คนทำงานทั่วไปที่มีความเชี่ยวชาญจริงก็สามารถมีคุณค่าในลักษณะเดียวกันได้
แต่ปัญหาที่น่ากังวลกลับอยู่ที่คนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอายุมากขึ้นทุกปี แต่ความสามารถไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอายุ บางคนทำงานมา 20 ปี แต่หากพิจารณาให้ดีอาจพบว่าไม่ได้มีประสบการณ์ 20 ปีอย่างที่เข้าใจ เพียงแต่ทำงานแบบเดิมซ้ำกันมา 20 ปีเท่านั้น
คนกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยมักให้ความสำคัญกับการรักษาสถานะของตัวเองมากกว่าการพัฒนาความสามารถ อยากได้เงินเดือนสูงขึ้น แต่ไม่อยากรับผิดชอบมากขึ้น อยากทำงานใกล้บ้าน ทำงานสบาย และไม่ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ เมื่อได้รับมอบหมายงานที่ยากขึ้นก็มักพยายามหลีกเลี่ยงหรือผลักภาระให้คนอื่น โดยไม่ตระหนักเลยว่าทุกครั้งที่ปฏิเสธความรับผิดชอบ ก็เท่ากับกำลังปฏิเสธโอกาสในการเรียนรู้และสร้างคุณค่าให้กับตัวเองไปพร้อมกัน
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อคนเหล่านี้สูญเสียงาน มักจะมองว่าเป็นเพราะอายุมากเกินไป บริษัทไม่ต้องการคนแก่ หรือสังคมไม่เปิดโอกาสให้คนวัยกลางคน ทั้งที่สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะทักษะและความสามารถที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกับความต้องการขององค์กรอีกต่อไป เราต้องยอมรับว่าการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุมีอยู่จริง และเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข แต่ในขณะเดียวกัน คนทำงานก็จำเป็นต้องย้อนกลับมาถามตัวเองด้วยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราได้สร้างความสามารถอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาบ้าง
เพราะในการสมัครงานครั้งใหม่ นายจ้างอาจไม่ได้สนใจมากนักว่าคุณเคยทำงานมากี่ปี เคยอยู่บริษัทใหญ่เพียงใด หรือเคยมีตำแหน่งสูงแค่ไหน แต่เขาจะสนใจว่าหากรับคุณเข้ามาทำงานแล้ว คุณสามารถช่วยให้องค์กรดีขึ้นได้อย่างไร สามารถเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน แก้ปัญหา หรือสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจได้หรือไม่ ประสบการณ์ที่ไม่สามารถนำมาสร้างประโยชน์ได้ย่อมมีคุณค่าลดลงตามกาลเวลา ไม่ต่างจากเทคโนโลยีที่เคยทันสมัยในอดีต แต่ไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันได้อีกแล้ว
ดังนั้น คำถามที่คนวัย 40 หรือ 50 ปีควรถามตัวเอง อาจไม่ใช่ว่าเราจะแก่เกินกว่าจะหางานใหม่หรือไม่ แต่ควรถามว่าเรายังมีคุณค่าอะไรที่องค์กรต้องการ และความสามารถของเรายังทันกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า เพราะอายุที่เพิ่มขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นข้อเสีย หากเราสามารถทำให้ประสบการณ์ที่สะสมมาตลอดชีวิต กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขันได้
ผมจึงคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับคนทำงาน ไม่ใช่การมีอายุ 50 ปีแล้วตกงาน แต่คือการมีอายุ 50 ปี แล้วเพิ่งค้นพบว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เราไม่ได้พัฒนาความสามารถอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาเลย
เพราะในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนทุกอย่าง คนที่กำลังจะหมดอายุอาจไม่ใช่คนที่แก่ที่สุด แต่เป็นคนที่หยุดเรียนรู้ไปนานที่สุดต่างหาก
...โปรดติดตามตอนต่อไปครับ...





