ปัญหาของ SMEs ในภาวะเศรษฐกิจเช่นทุกวันนี้ ก็คือ “ความอยู่รอด” SMEs ในวันนี้จึงต้องหันมาปรับปรุงกิจการและพัฒนาองค์กรหรือโรงงานกันขนานใหญ่ เพื่อความอยู่รอด เผลอๆ อาจจะต้อง “ยกเครื่อง” เลยก็ว่าได้
ทุกวันนี้ การบริหารจัดการองค์กรด้วยแนวความคิดของ “การพัฒนาองค์กร” (Organization Development) จะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลัก 2 ปัจจัย คือ (1) ปัจจัยเพื่อความอยู่รอดในวันนี้ และ (2) ปัจจัยเพื่อความเติบโตในวันพรุ่งนี้
“ปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้กิจการอยู่รอด” ก็คือ (1) ต้นทุน (2) คุณภาพ (3) การบริการ และ (4) ความรวดเร็ว ส่วนจะให้ความสำคัญเรื่องใดก่อนหลังก็คงแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละกิจการ
“ต้นทุนการผลิต” มีความสำคัญยิ่งในตลาดที่ให้ความสำคัญกับ “ราคาขาย” ที่ถูกกว่า (ในระดับคุณภาพที่ยอมรับได้)
ยิ่งมีสินค้าจีนเข้ามาตีตลาดกระเจิงด้วยราคาที่ถูกจนไม่น่าเชื่อด้วยแล้ว สินค้าของเราที่มีต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าก็คงขายลำบากมาก หากจะต้องแข่งกันด้วย “คุณภาพ” ที่อาจทำให้ราคาขายสูงขึ้น ก็คงไม่ง่ายเช่นกัน
ดังนั้น SMEs จึงจำเป็นต้องลดต้นทุนการผลิต ด้วยการหาแหล่งวัตถุดิบและพลังงานที่ราคาถูกกว่า ปรับปรุงวิธีการผลิตสินค้าให้ต้นทุนถูกกว่า
ที่สำคัญที่สุด ก็คือ การไม่ทำ “ของเสีย” (ของไม่มีคุณภาพที่ขายไม่ได้) ที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น โดยต้องเน้นในเรื่องของ “คุณภาพ” เพิ่มมากขึ้น
“การบริการ” ที่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจเป็นพิเศษจนถึงขั้นประทับใจ ก็สามารถสร้างความจงรักภักดีจากลูกค้าได้ในระดับหนึ่ง ถ้าราคาเท่ากันแต่บริการเร็วกว่าและประทับใจมากกว่า ก็อาจเป็นตัวจูงใจให้ลูกค้ายังมาอุดหนุนเราต่อๆ ไปได้
“ปัจจัยแห่งความสำเร็จในอนาคต” (ปัจจัยที่ทำให้กิจการเติบโต) จะถูกกำหนดหรือกดดันจากภายนอกองค์กร
เช่น กฎหมาย มาตรฐานคุณภาพของสินค้าหรือบริการ มาตรฐานด้านความปลอดภัยในการทำงาน มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม จรรยาบรรณทางธุรกิจ ธรรมาภิบาล และอื่นๆ อีกมากมาย
ปัจจัยจากภายนอกเหล่านี้ แม้จะเพิ่มภาระ เพิ่มค่าใช้จ่าย แต่เราก็คงปฏิเสธ (ไม่ทำ) ได้ยากขึ้นทุกที
แต่มีอยู่ปัจจัยหนึ่ง ที่สำคัญยิ่งทั้งต่อความอยู่รอดในปัจจุบันและความเติบโตต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน ปัจจัยที่ว่านั้นก็คือ “นวัตกรรม” (Innovation) หรือ ความแปลกใหม่ในตัวสินค้าหรือบริการที่สร้าง “คุณค่า” ให้กับลูกค้า
ทุกวันนี้ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติล้วนแต่ต้องการ “ความแปลกใหม่ของสินค้าหรือบริการ” ที่ต้องตาต้องใจ ซึ่งดึงดูดให้ซื้อหาแทนรูปลักษณ์ที่ซ้ำซากจำเจที่มีให้เห็นดาษดื่นในท้องตลาด
ชาวต่างชาติหลายคนถึงขนาดบ่นว่า “เดี๋ยวนี้สินค้าไทยขาดเสน่ห์” เพราะมีแต่ข้าวของเดิมๆ โดยไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาเลย
จากการประมวลปัญหาต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังมาตลอด โดยเฉพาะการรับรู้ด้วยการอ่านการฟังจาก “กูรูผู้รู้” และ “ผู้บริหารระดับสูง” จำนวนมาก ทำให้ผมสามารถสรุปเป็นบทเรียนทางเลือก (ทางรอด) ให้กับ SMEs และธุรกิจอุตสาหกรรมในวันนี้ด้วย “หลักการ QPI”
“ปัจจุบัน ผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมควรจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและประเทศด้วย “หลักการ QPI”
คือ การให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นในเรื่องของ Quality-Productivity-Innovation แบบบูรณาการ และทำกันอย่างเป็นระบบต่อเนื่องทั้งในกระบวนการผลิต การให้บริการ และการบริหารจัดการ”
การแข่งขันของธุรกิจอุตสาหกรรมในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การ “ผลิตให้ได้มาก” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างคุณค่าที่ลูกค้าต้องการ ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม และการปรับตัวได้เร็วกว่าการเปลี่ยนแปลง
“หลักการ QPI” เพื่อความอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งอยู่บนแนวความคิดที่ผ่านการพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติตลอดมา ก็คือ
- Quality สร้างความเชื่อมั่น
- Productivity สร้างประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน
- Innovation สร้างการเติบโตและอนาคต
ข้อควรระวัง ก็คือ หากองค์กรมีคุณภาพดี แต่ต้นทุนสูง ก็แข่งขันยาก หากผลิตภาพสูง แต่คุณภาพต่ำ ลูกค้าก็ไม่ยอมรับ หากคุณภาพและผลิตภาพดี แต่ไม่มีนวัตกรรม วันข้างหน้าก็อาจถูกคู่แข่งที่ปรับเปลี่ยนเร็วกว่าแซงหน้าได้
“หลักการ QPI” ต้องทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียวแบบองค์รวม คือ ไม่แยกคิด ไม่แยกทำ
ดังนั้น Quality (Q) จึงหมายถึง การทำให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น
Productivity (P) หมายถึง การใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่าสูงสุด (ลดความสูญเปล่า เหนื่อยน้อยได้มาก)
Innovation (I) หมายถึง การต่อยอดหรือสร้างสิ่งใหม่ที่มีคุณค่ามากขึ้น ทั้งต่อลูกค้า ต่อองค์กร และสังคมโลก (อาทิ การรักษ์โลก รักสิ่งแวดล้อมด้วยการนำเสนอสินค้าหรือบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีความรับผิดชอบต่อสังคม)
ว่าไปแล้ว ที่พูดๆ มาข้างต้นก็เป็นเรื่องที่พวกเรารู้ๆ กันอยู่แล้วทั้งนั้น ขาดก็แต่การลงมือทำให้เห็นผล ครับผม!





