วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

ความสุขที่สัมผัสได้

คนมีเงินไม่ได้แปลว่ามีความสุขมากกว่าคนไม่มีเงินเสมอไป แต่เพราะชีวิตจริงไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดว่ามัน “ควรจะเป็น”

เมื่อคนเราอายุ 20 เรามักถามตัวเองว่า จะเรียนอะไร จะทำงานที่ไหน จะหาเงินได้เท่าไร พออายุ 30 คำถามอาจเปลี่ยนเป็น เมื่อไรจะมีบ้าน จะมีรถ จะก้าวหน้าในหน้าที่การงานแค่ไหน

แต่พอผ่าน 40 เข้าสู่ 50 และเริ่มมองเห็นเลข 60 อยู่ไม่ไกล คำถามของชีวิตมักค่อยๆ เปลี่ยนไป เราเริ่มไม่ได้ถามว่า “จะมีมากกว่านี้ได้อย่างไร” แต่เริ่มถามว่า “แล้วที่มีอยู่ทั้งหมดนี่ ทำอย่างไรถึงจะมีความสุขกับมัน?”

ผมคิดว่านี่เป็นคำถามที่สำคัญมาก โดยเฉพาะในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว เด็กเกิดน้อยลง คนมีอายุยืนขึ้น และคนจำนวนมหาศาลกำลังจะมีชีวิตหลังเกษียณอีก 20-30 ปี การเตรียมตัวสำหรับวัยเกษียณจึงไม่ควรมีแค่คำถามว่ามีเงินพอหรือยัง แต่อาจต้องถามอีกข้อว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไรให้มีความสุข

ผมเคยมีโอกาสพูดคุยกับคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุและคุณภาพชีวิต ทำให้ยิ่งเห็นชัดว่าเรื่องความสุขไม่มีสูตรสำเร็จจริง ๆ คนมีเงินไม่ได้แปลว่ามีความสุขมากกว่าคนไม่มีเงินเสมอไป เราเคยเห็นครอบครัวที่มีทรัพย์สินมหาศาล พ่อแม่ทิ้งมรดกไว้ให้ลูกหลานมากมาย แต่สิ่งที่เหลือหลังจากพ่อแม่จากไปกลับไม่ใช่ความสุข หากเป็นการทะเลาะ ฟ้องร้อง แย่งสมบัติ จนบางครอบครัวพี่น้องแทบไม่มองหน้ากัน

ในทางกลับกัน เราก็เห็นครอบครัวธรรมดาที่ไม่ได้มีทรัพย์สินมากมาย แต่ลูกหลานกลับบ้านมากินข้าวด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน ดูแลกันในวันที่เจ็บป่วย และยังอยากนั่งอยู่โต๊ะเดียวกันเมื่อพ่อแม่แก่ลง ถ้าถามว่าบ้านไหน “รวยกว่า” คงตอบได้ไม่ยาก แต่ถ้าถามว่าบ้านไหน “มีความสุขกว่า” เงินในบัญชีอาจตอบอะไรไม่ได้เลย

ผมจึงสนใจเรื่องหนึ่งมาตลอดว่า ถ้าเงิน ตำแหน่ง การศึกษา หรือแม้แต่พื้นฐานครอบครัว ไม่สามารถรับประกันความสุขได้ แล้วอะไรคือสิ่งที่เราควรสร้างไว้กับตัวเองก่อนแก่ จากการอ่าน การพูดคุย และประสบการณ์ชีวิต ผมคิดว่ามีอย่างน้อย 5 เรื่องสำคัญ ที่ช่วยให้มนุษย์รับมือกับชีวิตได้ดีขึ้น และมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองมีได้มากขึ้น สองเรื่องแรกที่อยากพูดถึงในตอนนี้ฟังดูธรรมดามาก แต่ผมคิดว่ายิ่งอายุมาก ยิ่งสำคัญ

เรื่องแรกคือ การเป็นผู้ให้ ตอนเด็ก ๆ เรามีความสุขเวลาได้รับของขวัญ แต่พออายุมากขึ้น ความสุขบางอย่างกลับเกิดในทิศทางตรงกันข้าม คือมีความสุขเวลาที่ได้ให้ ผมเห็นคนจำนวนมากยอมเสียเวลาวันหยุดไปทำงานอาสาสมัคร บางคนไปบริจาคโลหิต บางคนวิ่งการกุศล บางคนช่วยเด็กด้อยโอกาส บางคนบริจาคเงินจำนวนไม่มาก หรือบางคนไม่มีเงินมากพอจะให้ ก็ใช้แรง ใช้ความรู้ หรือใช้เวลาของตัวเองแทน

คำถามคือ ทำไมคนเหล่านี้ถึงทำ ทั้งที่ไม่มีใครบังคับ ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเพราะการเป็นผู้ให้ทำให้มนุษย์รู้สึกว่า “ฉันยังมีคุณค่า ฉันยังทำอะไรบางอย่างให้โลกใบนี้ดีขึ้นได้” ความรู้สึกนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น

ตอนทำงาน เราอาจรู้สึกว่าตัวเองสำคัญเพราะมีตำแหน่ง มีลูกน้อง มีคนโทรหา มีประชุมทั้งวัน มีคนรอการตัดสินใจจากเรา แต่วันหนึ่งเมื่อเกษียณคนที่เคยเดินตามเราอาจไปเดินตามเจ้านายคนใหม่ ถ้าเราเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกไว้กับตำแหน่งทั้งหมด วันนั้นอาจเป็นวันที่ความสุขหายไปได้ง่าย ๆ

แต่ถ้าเรายังสามารถเป็น “ผู้ให้” ได้ ไม่ว่าจะให้ความรู้ ให้ประสบการณ์ ให้เวลา ให้กำลังใจ หรือช่วยใครสักคน เราจะค้นพบว่า คุณค่าของมนุษย์ไม่ได้หมดไปพร้อมตำแหน่ง และบางทีการรู้ว่าตัวเองยังเป็นประโยชน์กับใครสักคน อาจสร้างความสุขมากกว่าการมีคนเรียกตำแหน่งเดิมของเราเสียอีก

เรื่องที่สองคือ อารมณ์ขัน ยิ่งผมอายุมากขึ้น ยิ่งรู้สึกว่า Sense of Humor เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะชีวิตจริงเต็มไปด้วยความเครียดและความกดดันมากมาย ผมเคยมีประสบการณ์ตอนพ่อแม่ป่วยและต้องเข้าโรงพยาบาล ช่วงเวลานั้นคนในครอบครัวเครียดมาก

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตคือ หมอเก่ง ๆ หลายคนมี “ยา” อีกชนิดหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในตำรา คือคำพูดที่ทำให้คนไข้ยิ้มได้ บางครั้งตรวจเสร็จแล้วหมอพูดเล่นนิดเดียว คนไข้ที่นั่งหน้าตึงมาตลอดกลับหัวเราะขึ้นมา โรคอาจยังอยู่ ผลเลือดอาจยังเหมือนเดิม แต่บรรยากาศในห้องเปลี่ยนทันที

อารมณ์ขันไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป แต่มันช่วยทำให้ “น้ำหนักของปัญหา” เบาลง ชีวิตเหมือนอาหาร ต่อให้วัตถุดิบดีแค่ไหน ถ้ากินแบบเคร่งเครียดทุกมื้อก็คงไม่มีความสุข อารมณ์ขันจึงเหมือนน้ำจิ้มของชีวิต มันไม่ได้เป็นอาหารจานหลัก แต่เติมเต็มรสชาติให้สมบูรณ์ได้

บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราไม่มีความสุข ไม่ใช่เพราะชีวิตเราแย่ แต่เพราะชีวิตจริงไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดว่ามัน “ควรจะเป็น” และเมื่ออายุมากขึ้น ระยะห่างระหว่างสองสิ่งนี้อาจเป็นตัวตัดสินเลยว่า 20 ปีสุดท้ายของชีวิต เราจะใช้มันอย่างมีความสุข หรือใช้มันไปกับการเสียดายอดีต