งบประมาณแผ่นดินของไทยแต่ละปีถูกผูกไว้กับ “งบประจำ” ในสัดส่วนที่สูงจนน่าตกใจ โดยถ้ามองเฉพาะงบประมาณสำหรับรักษาพยาบาลในช่วงปี 2560-2570 เพิ่มขึ้นจาก 60,000 ล้านบาท
เป็น 94,200 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 57% และกรมบัญชีกลางออกมายอมรับว่าแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหากไม่ดำเนินการอะไร
ในขณะที่จำนวนบุคลากรภาครัฐทุกประเภทในปัจจุบันรวมกันอยู่ที่ 3 ล้านคน เฉลี่ยแล้วบุคลากรภาครัฐ 1 คนต่อประชากรไทย 22 คน
ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขงบประมาณ แต่รัฐราชการไทยยังเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กระบวนการขออนุญาต ขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และการอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องผ่านหลายหน่วยงานที่ทำงานซ้ำซ้อนกันเอง นักลงทุนต่างชาติสะท้อนถึงปัญหาของระบบราชการไทย ซึ่งอาจมีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ภาคเอกชนไทยต้องแบกต้นทุนแฝงจากกระบวนการราชการที่ใช้เวลาและความไม่แน่นอนของดุลยพินิจ
ปัจจุบันแรงบีบจากภายนอกกลับกลายเป็นตัวเร่งในการปรับปรุงระบบราชการ โดยการที่ไทยจะเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ทำให้ไทยต้องยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล ความโปร่งใส การบริหารจัดการภาครัฐ และคุณภาพกฎหมาย ให้สอดคล้องกับเกณฑ์สากล ซึ่งมีกระบวนการตรวจสอบเชิงลึกที่จะยกระดับระบบราชการไทยที่ครอบคลุมทั้งประสิทธิภาพ การใช้งบประมาณและการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน
ในขณะที่รัฐบาลมีความพยายามแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนของส่วนราชการส่วนกลางในภูมิภาค และราชการส่วนภูมิภาค เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหน่วยงานราชการมากขึ้น โดยปัจจุบันมีหน่วยงานในภูมิภาค 10,010 หน่วยงาน และมีหน่วยงานเข้าข่ายทบทวนความจำเป็นเร่งด่วน 3,708 หน่วยงาน หรือ 1 ใน 3 ของทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานตั้งขึ้นตามกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐมนตรีจนทำให้เกิดภาวะหน่วยงานล้น และปฏิบัติงานทับซ้อนกันในพื้นที่เดียว
ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องอาศัยแรงบีบจาก OECD ผลักดันการปฏิรูปที่ค้างคามานาน ทั้งการทบทวนโครงสร้างกำลังคนภาครัฐให้กระชับ ปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลให้ยั่งยืนทางการคลัง เร่งกระบวนการ Regulatory Guillotine ตัดทอนกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น และวางกรอบเวลาชัดเจนสำหรับการยกระดับธรรมาภิบาลภาครัฐ เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศมีความคล่องตัวมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ



