วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

ความฝันและต้นทุนชีวิต

ต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกันย่อมทำให้เส้นทางของแต่ละคนยากง่ายไม่เท่ากัน

คนเราเลือกไม่ได้ว่าเราจะเกิดที่ไหน เกิดมาในครอบครัวแบบใด เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครเลือกได้ว่าจะเกิดมาพร้อมกับร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงหรือมีข้อจำกัดบางอย่างติดตัวมาตั้งแต่เกิด

สิ่งเหล่านี้คือ “ต้นทุนชีวิต” ที่มนุษย์แต่ละคนได้รับมาไม่เท่ากัน และเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกันย่อมทำให้เส้นทางของแต่ละคนยากง่ายไม่เท่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อมาตลอดก็คือ แม้ต้นทุนของชีวิตจะไม่เท่ากัน แต่ความฝันไม่ควรถูกจำกัดด้วยต้นทุนที่เราได้รับมาตั้งแต่เกิด

นี่คือสิ่งที่ผมเห็นมาตลอดจากโครงการ “การ์ดนี้เพื่อน้อง” งานประกวดวาดภาพระบายสีของมูลนิธิสร้างเสริมไทย ซึ่งจัดต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 21 และเป็นกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาสและเด็กพิการ ได้แสดงความคิด จินตนาการ และศักยภาพของตัวเองผ่านงานศิลปะ

หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียงกิจกรรมประกวดวาดภาพ เด็กมานั่งวาดรูป ระบายสี มีกรรมการตัดสิน มีคนได้รางวัลแล้วก็จบงาน แต่สำหรับผม ความหมายของกิจกรรมนี้อยู่ไกลกว่านั้นมาก

เพราะทุกครั้งที่ได้เห็นผลงานของเด็กเหล่านี้ ผมกลับรู้สึกว่าสิ่งที่เรากำลังมองเห็นไม่ใช่เพียงภาพวาด แต่คือโลกอีกใบหนึ่งที่อยู่ในความคิดของเด็กคนหนึ่ง และโลกใบนั้นไม่ได้เล็กลงเลยเพียงเพราะเจ้าของภาพเกิดมาพร้อมกับข้อจำกัดบางอย่าง

ตลอดการจัดงานที่ผ่านมา เราได้พบเด็กที่มีข้อจำกัดแตกต่างกันมากมาย บางคนมาจากครอบครัวที่ไม่ได้มีความพร้อม บางคนมีความพิการทางร่างกาย บางคนมีข้อจำกัดด้านการได้ยิน บางคนมีความบกพร่องทางสมอง และบางคนไม่มีแม้กระทั่งมือหรือเท้าเหมือนกับคนทั่วไป แต่เมื่อเราวางกระดาษและสีลงตรงหน้า

สิ่งที่น่าสนใจมากคือข้อจำกัดเหล่านั้นกลับไม่ได้ปรากฏอยู่ในจินตนาการของพวกเขาเลย เด็กที่ไม่มีมือสามารถหาวิธีสร้างผลงานขึ้นมาได้ เด็กที่สื่อสารกับคนอื่นได้ยากสามารถสื่อสารความรู้สึกผ่านสีและรูปภาพ เด็กที่เราอาจเผลอมองด้วยสายตาของความสงสาร กลับสร้างผลงานที่ทำให้คนร่างกายสมบูรณ์อย่างพวกเราต้องหยุดมอง และบางครั้งต้องย้อนกลับมาถามตัวเองเสียด้วยซ้ำว่า ถ้าเป็นเราอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขา เราจะยังสามารถสร้างสิ่งที่งดงามขนาดนี้ออกมาได้หรือไม่

ในการประกวดครั้งนี้มีการมอบรางวัลทั้งหมด 15 รางวัล แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าจำนวนรางวัลคือเบื้องหลังของแต่ละภาพ เพราะแทบทุกภาพมีเรื่องราวของตัวเอง มีทั้งภาพพญานาค ภาพยักษ์ ภาพธรรมชาติ ผู้คน สัตว์ และสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากโลกในจินตนาการของเด็ก

บางภาพเมื่อเรามองแล้วรู้สึกได้ทันทีว่ามันยิ้มได้ ทั้งที่เจ้าของผลงานอาจไม่ได้ยินเสียงของคนรอบข้าง หรืออาจไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป เด็กอายุเพียง 9 หรือ 10 ขวบบางคนสามารถเลือกใช้สี ถ่ายทอดอารมณ์ และสร้างพลังบางอย่างออกมาจากภาพได้อย่างน่าประหลาดใจ

แต่ความรู้สึกเหนือความคาดหมายแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเราตั้งความคาดหวังต่อเด็กพิการไว้ต่ำ แล้วประหลาดใจเมื่อเขาทำอะไรได้ดี เพราะนั่นก็ยังเป็นการมองเขาผ่านข้อจำกัดอยู่ดี สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าคือ เราต้องเลิกกำหนดศักยภาพของมนุษย์จากสิ่งที่เราเห็นภายนอกเสียก่อน

เด็กที่ไม่มีมือไม่ได้แปลว่าไม่มีความสามารถทางศิลปะ เด็กที่ไม่ได้ยินไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีเรื่องอยากเล่า เด็กที่อยู่ต่างจังหวัดไม่ได้หมายความว่าความคิดของเขาจะด้อยกว่าเด็กในกรุงเทพฯ และเด็กที่เกิดมาในครอบครัวยากจนก็ไม่ได้หมายความว่าเขาควรมีความฝันเล็กกว่าลูกของคนร่ำรวย

ความเสมอภาคจึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องได้รับทุกอย่างเท่ากัน เพราะในความเป็นจริงไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้ แต่ความเสมอภาคที่สำคัญคือไม่มีใครควรถูกตัดสิทธิ์จากการมีความฝันเพียงเพราะต้นทุนชีวิตของเขาน้อยกว่าคนอื่น เด็กทุกคนควรมีสิทธิ์ฝันได้ไกลเท่าที่จินตนาการของเขาจะพาไป และหน้าที่ของสังคมไม่ใช่การบอกว่าเขาควรฝันได้แค่ไหน แต่คือการพยายามสร้างโอกาสให้เขาได้ทดลองเดินไปหาความฝันนั้นให้ไกลที่สุดเท่าที่เขาจะไปได้

ศิลปะจึงเป็นเครื่องมือที่เป็นธรรมชาติที่สุดของมนุษย์ ก่อนที่เด็กจะรู้จักคำว่าองค์ประกอบศิลป์ ทฤษฎีสี หรือเทคนิคการวาดภาพ เขาก็รู้จักหยิบสีขึ้นมาขีดเขียนสิ่งที่อยู่ในความคิดแล้ว เรามองไปรอบตัวก็พบศิลปะอยู่แทบทุกแห่ง สีของท้องฟ้า รูปร่างของต้นไม้ แสงเงาบนใบหน้า ลวดลายของสัตว์ อาคาร บ้านเรือน เสื้อผ้า หรือแม้กระทั่งสิ่งของธรรมดาที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ทุกอย่างล้วนมีสี รูปร่าง สัดส่วน และองค์ประกอบอยู่ในตัว

ศิลปะจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเรียนในโรงเรียนดี ๆ หรือมีอุปกรณ์ราคาแพง แต่มันเริ่มจากความสามารถในการมองเห็นโลก แล้วนำสิ่งที่เราเห็นและสิ่งที่เรารู้สึกออกมาสื่อสารให้คนอื่นได้รับรู้

และเมื่อเราเปิดพื้นที่เช่นนี้ให้เด็ก เราก็จะพบสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นคือเด็กจำนวนไม่น้อยมีศักยภาพซ่อนอยู่ เพียงแต่ที่ผ่านมาเขาอาจไม่มีเวทีให้แสดงออก เด็กคนหนึ่งอาจเรียนหนังสือไม่เก่ง แต่อาจวาดภาพเก่งมาก อีกคนอาจสื่อสารด้วยคำพูดไม่ดี แต่กลับสื่อสารผ่านสีได้อย่างทรงพลัง อีกคนอาจเคลื่อนไหวร่างกายไม่เหมือนคนทั่วไป แต่มีจินตนาการที่ไม่มีข้อจำกัด ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเด็กเหล่านี้ “ทำอะไรไม่ได้” แต่อยู่ที่ว่าสังคมเคยเปิดโอกาสให้เขาได้ค้นพบหรือยังว่าเขาทำอะไรได้ดี

และนั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “โอกาส” เพราะเราไม่จำเป็นต้องทำให้เด็กทุกคนเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน แต่เราสามารถทำให้เด็กทุกคนมีพื้นที่ที่จะเริ่มต้นได้ ความฝันของเด็กคนหนึ่งไม่ควรถูกทำให้เล็กลงเพียงเพราะเขาเกิดมาไม่เหมือนคนอื่น เพราะหลายครั้งสิ่งที่จำกัดมนุษย์มากที่สุด อาจไม่ใช่ร่างกาย ฐานะ หรือสถานที่ที่เขาเกิด แต่คือการที่ยังไม่มีใครเปิดประตูให้เขาได้เห็นว่า โลกข้างหน้ายังมีพื้นที่สำหรับเขาอยู่เสมอ