ยิ่งฟังแถลงการณ์คณะกรรมาธิการการศึกษา จากรัฐสภาอังกฤษ เรื่องมหาวิทยาลัยในเกาะอังกฤษกว่า 20-30 แห่ง เสี่ยงเข้าสู่ภาวะล้มละลาย
ยิ่งชวนกังวล แม้แต่มหาวิทยาลัยระดับแถวหน้าอย่าง Edinburgh, Glasgow และ Nottingham ก็ไม่สามารถปฏิเสธถึงความเป็นไปได้ต่อการปลดบุคลากรห้วง 4-5 ปีข้างหน้า
ครั้งหนึ่งประเทศดังกล่าวนั้นถือเป็นหมุดหมายที่ดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกและอุษาคเนย์มาตลอดห้วง 40-50 ปี
ถึงขนาดใบปริญญาของบัณฑิตใหม่ที่มีตราประทับสถาบันอดีตเจ้าอาณานิคม มีภาษีในกระบวนการคัดกรองทางทรัพยากรบุคคลก่อนเข้าสู่ระบบแรงงานดีกว่าเพื่อนฝูงจากสถานศึกษาท้องถิ่นทีเดียว
กอปรกับเงื่อนไขสำเร็จการศึกษาระดับมหาบัณฑิตของสถาบันที่อยู่นอกกลุ่มวิจัยชั้นนำ (Non-Russell Group) ก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนแต่ทางใด เพียงชำระค่าหน่วยกิต ค่าที่พัก ฯลฯ ครบ และส่งวิทยานิพนธ์ตามกำหนด
บางหลักสูตรจากสถานศึกษาระดับ Top 10 ยังมีระบบวิทยานิพนธ์รูปแบบกลุ่ม (Group project) ให้ว่าที่บัณฑิตช่วยกันทำเสียด้วย ในแง่นี้ มหาวิทยาลัยในอังกฤษจึงค่อนข้างดึงดูดนักศึกษาต่างชาติจากนอกเขตสหภาพยุโรป (Non-EU) จำนวนมาก
อีกทั้งกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อังกฤษนั้นมีสัดส่วนรายได้ค่าลงทะเบียนเรียนตลอดหลักสูตรอันมหาศาล จากนักศึกษาประเทศมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก ซึ่งจำนวนไม่น้อยมาด้วยคะแนน IELTS Band ต่ำกว่า 4.0-5.0
จึงไม่ใช่ที่อัศจรรย์ใจอันใดกับการมีกรณีโจรกรรมวิชาการ (plagiarism) เกิดขึ้นในสถานศึกษาให้ประจักษ์อยู่บ่อยครั้ง
ไหนจะพวกฉวยโอกาสโรยแผ่นพับเสนอบริการรับจ้างให้คำปรึกษาการเขียนวิทยานิพนธ์/งานวิจัย เพื่อรองรับผู้(ไม่ใฝ่)เรียนแต่มีทุนทรัพย์อยู่เต็มกระเป๋า
ทางด้านคณาจารย์ (Supervisors: Sup) แม้รับรู้ ทว่าก็มีข้อจำกัดในการตรวจสอบ ด้วยในมือมีเพียงโปรแกรม Turnitin และมีภาระต้องดูแลลูกทีมวิจัย และให้คำแนะนำนักศึกษาชั้นปริญญาเอกในอาณัติของตนเองอีก
มากกว่านั้น คือ ไม่มีหลักฐานมากพอจะต้องกระตือรือร้นให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนความจริงขึ้น อย่างไรก็ดี เหตุผลสำคัญสุดอยู่ที่ประเด็นพันธะผูกมัดทางวิชาการ
เพราะไม่ใช่ผู้เรียนชั้นมหาบัณฑิตทั้งหมดที่ตั้งเป้าหมายจะเติบโตไปสู่อุตสาหกรรมการวิจัย ตรงกันข้าม มีเพียงส่วนน้อยที่หมายมั่นจะขยับชั้นไปสู่ระดับดุษฎีบัณฑิต ความจำเป็นที่บรรดา Sup จะคอยมาเคี่ยวเข็ญเจียระไนงานเขียนจึงไม่มาก
มิพักต้องอาจค่อนแคะถึงมิตรสหายหลายท่านที่มองการศึกษาชั้นปริญญาโท 1 ปีที่อังกฤษเป็นห้วงเวลาของการลาพักผ่อนจากงานประจำแบบมีเงินเดือน (sabbatical leave)
ฉะนั้น คงมิใช่การยกยอเกินไป หากจะใช้ข้อสนับสนุนข้างต้นเป็นมนตร์เสน่ห์ที่ทำให้ใคร ๆ ต่างต้องการเข้าศึกษาต่อที่อังกฤษ
แต่ตลาดการศึกษาและมหาวิทยาลัยทุกวันนี้กลับเจริญลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งปลดอาจารย์ นำทรัพย์สินในกำกับขายทอดตลาด ไปจนถึงการปิดหลักสูตรที่ไม่สร้างรายได้แก่มหาวิทยาลัยแล้ว (ทั้งที่แต่ก่อนเคยทำได้เป็นกอบกำ) อาทิ สาขาวิชาใต้ร่มของสำนักมนุษยศาสตร์ และสาแหรกย่อยของสำนักบริหารธุรกิจ (MBA) อันมีชื่อแปลก ๆ ทั้งหลาย
เหตุผลหลักเป็นเพราะโมเดลการสร้างรายได้แต่ละปีให้น้ำหนักกับนักศึกษา Non-EU มากเกินไปถึงเกือบ 1 ใน 4 จนเป็นภาพลวงตาของการเติบโต
แค่ระหว่างห้วงกลางทศวรรษ 2010s มาเกือบปลาย 2020s ค่าธรรมเนียมตลอดหลักสูตรสูงขึ้นเกือบเท่าตัว (เฉลี่ยเพิ่มมา 5-6% ต่อปี) จนขณะนี้เกือบทะลุคนละ 30,000 ปอนด์/หลักสูตรแล้ว เร็วยิ่งกว่าอัตราเงินเฟ้อ
การเปลี่ยนสถานะจากผู้เรียนไปเป็นลูกค้าที่นำทุนมาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจรอบระบบนิเวศการศึกษา จนเป็นปัญหาเชิงระบบที่เรื้อรังนั้นแทบมิอาจหลีกเลี่ยงได้
อีกทั้งภัยเงียบที่เป็นตัวแปรกีดกันนักศึกษาต่างชาติมาตลอด 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมายังเป็นเรื่องกระแสหวาดระแวงชาวต่างชาติ (Xenophobic moment) ภายในทวีปยุโรป
แม้รัฐบาลอังกฤษแสดงความพยายามดันนโยบายเปิดโอกาสให้บัณฑิตต่างชาติสามารถหางานทำหลังสำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่เมื่อปี 2564 ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ที่สภาพแวดล้อมในอังกฤษไม่ได้ต้อนรับการขยายตัวของชุมชนชาวต่างชาติจากกลุ่ม Non-EU เท่าใดนัก
ประกอบกับการเหวี่ยงโลกกลับเข้าสู่การเมืองอนุรักษนิยมในหลายประเทศทั้งสองฟากสมุทรแอตแลนติก ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านการเจริญเติบโตทั้งในมิติการเมืองและตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมของพรรค Reform UK (Nigel Effect)
ท่ามกลางสถานการณ์เหยียดชาวต่างชาติ (racism) ทวีความรุนแรงขึ้น จนชุมชนไม่ว่าจะผิวน้ำตาลและเหลืองต่างได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กัน
เหล่านี้ล้วนเป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับการปรับเปลี่ยนหมุดหมายปลายทางครั้งใหม่ของนักศึกษาต่างชาติ ดังจะเห็นได้จากกรณีที่หลักสูตรปริญญาโท มหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย สิงคโปร์ และโดยเฉพาะฮ่องกงที่มีสถิติของนักศึกษาจากแผ่นดินใหญ่เพิ่มขึ้นกว่า 90% ในครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา (ส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากสงครามการค้าสหรัฐอเมริกา - จีน)
ยิ่งห้วง 2-3 ปีหลังมานี้ อังกฤษเริ่มก่อกำแพงต่อนักศึกษาต่างชาติสูงขึ้น คู่สมรสและครอบครัวแต่เดิมรัฐบาลเคยอนุญาตให้พามาพำนักด้วยขณะศึกษาก็ถูกริบสิทธิ์คืน ซึ่งกระทบเป็นลูกโซ่ยาวตั้งแต่เอเชียตะวันออกยันเอเชียใต้
สอดคล้องกับจำนวนนักศึกษากลุ่ม Non-EU หดตัวลงอย่างต่อเนื่องตลอดห้วงดังกล่าวเกือบ 15% จากจุดสูงสุดที่ประมาณเกือบ 400,000 คนในปีการศึกษา 2565-2566
เป็นประเด็นที่น่าติดตามว่าชุมชนผู้กำหนดนโยบายในอังกฤษจะแก้ไขทางตันนี้ด้วยวิธีใด เพราะหากเมินเฉยปล่อยให้เป็นภาระของกลไกตลาด
แสงสว่าง ณ ปลายอุโมงค์คงมีเพียงการยุบเลิก หรือควบรวมกิจการ แล้วเหลือเพียงมหาวิทยาลัยวิจัยยักษ์ใหญ่ในเครือ Russell Group ที่ยังพอมีขีดความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันอยู่



