วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เร่งกวาดล้างทุนเทา ก่อนคนไทยจะไร้ที่ทำกิน

ขณะที่รัฐบาลปัจจุบันที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยกำลังเจอปัญหาการกระทำลักษณะฉ้อโกงประเทศของนักการเมือง ข้าราชการ ตำรวจ และปัญหาการยอมขายตัว ขายแผ่นดิน ขายชาติ

ด้วยการยอมเป็นนอมินีในสารพัดรูปแบบของคนไทยที่มีมานานมากเป็นหลายสิบปี แต่ไม่มีการแก้ไขจากรัฐบาลชุดใด ตามข่าวในสื่อที่ได้ยินได้ฟังแทบทุกวันนั้น 

แต่อยู่ๆ เมื่อสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีปรากฏการณ์การทำงานที่พยายามเข้าตรวจสอบและกวาดล้างการเข้ามายึดแผ่นดินไทย และการแย่งอาชีพของคนไทยของชาวต่างชาติโดยรัฐมนตรีบางท่าน และของข้าราชการฝ่ายปกครองให้เป็นที่ชื่นใจให้เห็นได้ สะใจดีครับ 

ผมจึงขอเล่าให้คนไทยที่ยังรักชาติรักแผ่นดินได้รับรู้แสงสว่างปลายอุโมงค์ของการเป็นอธิปไตยของชาติที่ยังมีอยู่บ้าง ดังต่อไปนี้.-

1.การจู่โจมตรวจสอบถึงตัวชาวต่างชาติที่เข้ามาทำอาชีพธุรกิจสีเทาในเมืองท่องเที่ยว 

ผู้ที่เป็นแม่ทัพเข้าไปดำเนินการในเรื่องข้างต้นที่ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม คือ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ท่านพลพีร์ สุวรรณฉวี ที่ได้มีการเปิดเผยยุทธการดังกล่าวที่ได้เข้าไปดำเนินการตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมนี้

โดยท่านได้นำคณะเข้าไปตรวจสอบถึงสถานที่ที่ชาวต่างชาติทำธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง เช่น โรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาต หรือมีการได้มาซึ่งสถานประกอบการที่ไม่ถูกต้อง โดยท่าน มท. 2 ได้เริ่มในจังหวัดภูเก็ตก่อน เฉพาะที่ภูเก็ตจังหวัดเดียว

ท่าน มท.2 ได้พบเห็นว่าชาวต่างชาติที่ทำกิจการเหิมเกริมมาก ท่านได้ประเมินว่า ที่ภูเก็ตมีโรงแรมที่ต่างชาติประกอบการโดยไม่มีใบอนุญาตถึงร่วม 1,000 ราย ฟังแล้วแทบช็อค 

จากภูเก็ต ท่าน มท.2 ก็ได้ขยับไปที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เพิ่งพุ่งแรงมากในระยะ 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง หลังจากได้มีการเปิดสนามบินกระบี่ได้ไม่นาน แล้วคณะที่กำลังลุยกวาดล้างก็ได้พบว่ามีชาวต่างชาติเข้าไปครอบครองที่ดินจำนวนมาก และมีภาพของการประกอบธุรกิจสีเทาให้เห็นเช่นกัน นอกจากนี้ท่าน มท.2 ได้บอกว่ายังมีแผนงานที่จะเข้าไปตรวจสอบให้ทั่วทุกภาคต่อไป

2. ต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจหลากหลายไม่ถูกต้องตามกฎหมายไทย

การที่ต่างชาตินิยมเข้ามาทำธุรกิจต่างๆในเมืองไทยเพราะทางการไทยหย่อนยานในการกำกับดูแลกิจการที่เอกชนทำ โดยเฉพาะข้าราชการในท้องถิ่นนอกจากไม่ค่อยทำงานแล้ว แทนที่จะดูแลไม่ให้ต่างชาติประพฤติชั่ว แต่กลับเข้าไปรับเงินแล้วประพฤติชั่วเข้าไปช่วยเหลือชาวต่างชาติให้ทำผิดกฎหมายของบ้านเมืองเสียเอง

ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำมาหากินแบบไม่ถูกต้องในประเทศไทยนั้น ดูกันให้ดีๆ มีตั้งแต่ธุรกิจเล็ก เช่น บาร์ ร้านอาหาร ถึงธุรกิจใหญ่ทุกด้าน พวกต่างชาติเขาใช้เงินเป็นเครื่องนำทางทั้งนั้น ไม่ว่าจะเรื่องร้านอาหาร โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ IT และ AI ตามข่าวได้ลามไปถึงศูนย์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Data Center) แล้วด้วย

ชาวต่างชาติที่เข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์แบบสีเทา ทำธุรกิจแบบสีเทา จะจ่ายเงินซื้อคนไทยตั้งแต่ระดับล่างที่หาเช้ากินค่ำ ไปถึงข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจชั้นผู้น้อยถึงระดับหัวหน้าสำนักงาน หรืออธิบดี ปลัดกระทรวง

และอาจรวมทั้งรัฐมนตรีของไทยนั้น ไม่ใช่มีแต่ชาวอิสราเอลที่คนส่วนใหญ่พูดถึงกัน แต่ยังรวมถึง ชาวจีน ชาติที่เคยล่าอาณานิคมประเทศด้อยพัฒนาแต่เก่าก่อน เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และชาติอื่นๆ อีกมาก

หากมาดูข้อมูลที่ทันสมัยมากของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่กำกับโดยท่านอธิบดี พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ที่ได้ทำข้อมูลเผยแพร่พื้นที่ที่สำคัญๆ ว่ามีชาวต่างชาติใดเกี่ยวข้องมากน้อยกว่ากัน ในหัวข้อ “อันดับสัญชาติร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับจากมากไปน้อย” ปรากฏว่า

สัญชาติอิสราเอลร่วมลงทุนสูงสุดเฉพาะที่เกาะพงันเท่านั้น ส่วนเกาะสมุย สูงสุดเป็นสัญชาติฝรั่งเศส รองลงไปเป็นอังกฤษ ภูเก็ต สูงสุดเป็นรัสเซีย รองลงไปเป็นจีน กระบี่ สูงสุดเป็นอังกฤษ รองเป็นสวีเดน  เชียงใหม่ สูงสุดเป็นจีน รองเป็นสหรัฐ เป็นต้น 

เรื่องนี้สรุปได้ว่าขณะนี้เมืองท่องเที่ยวหลักมีต่างชาติเข้ามาแย่งอาชีพคนไทย และเลี่ยงภาษีด้วย

ขอสรุปในหัวข้อนี้ให้คนไทยทั้งรักชาติจริงและรักชาติแต่ปากได้สำเหนียกกันไว้ตรงนี้ด้วยว่า ไม่ว่าจะเป็น ชาติใด ชาติที่เป็นมิตรหรือไม่เป็นมิตร ต่างก็พยายามแผ่อำนาจที่เหนือกว่าเข้ามาครอบงำประเทศที่อ่อนแอกว่า

โดยเฉพาะประเทศที่เขาสามารถใช้เงินซื้อผู้คนได้ด้วยราคาไม่แพงอย่างไทย ไม่ว่าจะใช้อำนาจการค้าที่เหนือกว่า อำนาจอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า และอำนาจเงินที่เหนือกว่า

ถ้าเราเป็นประเทศที่ยังมีการทุจริตคอร์รัปชันสูง  พวกเขาจะเข้ามาครอบงำคนไทยเราให้เหลือที่ยืนและที่ทำมาหากินน้อยลงไปอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ขอให้รัฐบาลยกเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติและทำการแก้ไขให้ต่อเนื่องด้วย

3.ความลุ่มหลงในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ของคนต่างชาติจนส่วนราชการไทยไม่สนใจคุณค่าของการรักษาอธิปไตยของชาติแต่อย่างใด

หากมาวิเคราะห์ข้อมูลของเที่ยวบินจากต่างชาติที่มุ่งบินตรงมาลงในเมืองท่องเที่ยวของไทย เช่น ภูเก็ต เราจะเห็นภาพที่น่าชื่นชมมากของหน่วยงานที่รับผิดชอบการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเหมารวมว่าเป็นนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แล้วคูณด้วยสูตรรายได้ต่อหัวในระยะเวลาพักเฉลี่ยเท่านั้นเท่านี้คืน

โดยหารู้ไม่ว่าผู้โดยสารที่มากับเที่ยวบินต่างชาติครั้งละ 200 - 300 คนต่อเที่ยวที่มาภูเก็ต มีสัดส่วนของคนต่างชาติที่มาทำธุรกิจทั้งสีเทาและสีปกติรวมอยู่ด้วยในสัดส่วนที่สูงมากแค่ไหน มันเป็นการปรุงแต่งตัวเลขหรือคิดไม่ทันกันแน่

ในช่วงฤดูระหว่าง 29 มีนาคม - ตุลาคม 2569 เมื่อดูจากตารางเที่ยวบินประจำ (ระหว่างประเทศ) ที่ทำการบิน ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต ประจำฤดูร้อนปี 2569 ปรากฏว่าจะมีเที่ยวบิน 676 เที่ยวบิน (ไป-กลับ) ต่อสัปดาห์ หรือเฉลี่ยเท่ากับวันละ 95 เที่ยว

ทั้งนี้ เป็นเที่ยวบินจาก 52 สายการบิน จาก 36 ประเทศ จากตะวันออกกลาง (Middle East) มากที่สุด เช่น จากเมืองริยาดและเจดดาห์ของสายการบิน Saudi Arabian Airlines ของประเทศซาอุดิอาระเบีย จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็มีจำนวนมากจากสายการบิน Emirate, Etihad และ Air Arabia และสายการบิน Mahan air ของประเทศอิหร่าน บินมาจากกรุงเตหะราน และสายการบิน Oman air จากเมืองมัสกัต ประเทศโอมาน เป็นต้น

ส่วนประเทศในกลุ่มของรัสเซีย ซึ่งมีเที่ยวบินตรงมาภูเก็ตจากเมืองต่างๆของรัสเซียโดยสายการบิน Aeroflot มากที่สุดถึง 39 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ รองลงมาในกลุ่มรัสเซีย คือ จากเมืองทาชเคนต์ ประเทศอุซเบกิสถาน โดยสายการบิน Uzbekistan Airways, Qanot sharq และ Centrum air และจากเมืองอัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน โดยสายการบิน Air Astana จำนวน 13 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีสายการบินจากประเทศอิสราเอลถึง 2 สาย คือ EL AL Israel และ Arkia Israel Airlines จากเมืองเทลอาวีฟ บินตรงมาภูเก็ต รวม 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

ยกสายหลักๆ จากเมืองใหม่ๆ มาให้ดูแค่นี้ก่อน  โดยไม่ต้องพูดถึงเที่ยวบินทั่วไปจากยุโรป เช่น Condor Air จากเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี Edelweiss จากเมืองซูริค ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ Finair จากเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ เป็นต้น 

ที่ยกเมืองต้นทางของสายการบินที่บินตรงมาภูเก็ตมากมายกว่าเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ ของประเทศอื่นให้เห็นเช่นนี้ ก็เพื่อจะบอกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลให้ทราบว่า สิ่งใดที่ท่านมีโครงการจะทำเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวหลักของประเทศโดยเฉพาะภูเก็ต

ซึ่งทราบว่ามีโครงการที่ได้รับอนุมัติจริงจังแล้ว เช่น โครงการทางยกระดับจากสนามบินภูเก็ตเข้าเมือง โครงการ PPP (Public Private Partnership) ที่จะทำการเจาะอุโมงค์ยาว 3 กิโลเมตร จากสี่แยกสี่กอ อำเภอกะทู้ ไปหาดป่าตอง

หรือโครงการก่อสร้างสนามบินนานาชาติอันดามัน เพื่อรองรับการขยายตัวของสนามบินภูเก็ตที่ทุกวันนี้แน่นมากจนเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ใช้สนามบินมากด้วย ทราบว่าเดิมทางผู้ใหญ่ได้กำหนดให้รับสายการบินขึ้นลงสนามบินตามสูตรที่เหมาะสม 20 ลำต่อชั่วโมง

แต่ขณะนี้ให้ปรับเป็น 25 ลำต่อชั่วโมง ซึ่งสายการบิน Inter และ Domestic มาลงที่สนามบินภูเก็ตรวมแล้วจะไม่ต่ำกว่า 120 เที่ยวต่อวัน น่าจะมีความเสี่ยงมาก ก็ขอให้รีบเร่งแก้ไขปรับปรุงหรือดำเนินการให้รวดเร็วก็แล้วกัน ไม่อยากให้เห็นหน้าท่องเที่ยวที่จะดูไม่จืด

4.อาชีพของคนไทยที่ถูกแก่งแย่งจากชาวต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย

จะขอยกเรื่องนี้ที่เห็นๆกันอยู่แล้วให้เห็นกันจะจะยิ่งขึ้นว่า ในขณะนี้อาชีพมากมายที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสาขาหลักของประเทศที่รัฐบาลให้ความสนใจมาก คนไทยแทบไม่สามารถทนอยู่ต่อไปได้อีกแล้ว

เพราะเหตุที่ว่าถูกชาวต่างชาติมาแย่งทำเสียเกือบหมด นับตั้งแต่โรงแรม 5 - 6 ดาว ที่มีชื่อ ก็เป็นของชาวต่างชาติที่ลงทุนตามการส่งเสริมของ BOI ทั้งหมด โดยได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี หรือเป็นร้านขายอาหารและธุรกิจขนาดเล็กอื่นๆ ที่หลบเลี่ยงภาษีกันหน้าตาเฉย แต่กิจการที่คนไทยลงทุนอย่างถูกต้องกลับต้องเสียภาษีอย่างครบถ้วน 

กิจการร้านอาหารในพื้นที่การท่องเที่ยว ที่ใดมีนักท่องเที่ยวมากก็ยิ่งมีกิจการร้านอาหารโดยชาวต่างชาติมาก เช่น ที่หาดป่าตอง ภูเก็ต ที่เดียวมีร้านอาหารอินเดียกว่า 20 ร้าน ร้านอาหารตุรกีร่วม 10 ร้าน ร้านอาหารยุโรปและรัสเซียมากกว่า 15 ร้าน

ร้านอาหารอิสราเอล (Kosher Meal) อย่างน้อย 6 ร้าน โดยมีป้ายชื่อเป็นภาษาอิสราเอลทั้งหมด และแถวสนามกอล์ฟที่อำเภอกะทู้ มีร้านอาหารอิหร่านที่เจ้าของร้านเป็นชาวอิหร่าน มีคนไทยร่วมถือหุ้นบ้าง เชฟเป็นชาวอิหร่าน เปิดมาร่วม 4 ปีแล้ว สรุปแล้วเจ้าของร้านอาหารต่างชาติต่างมีความสุขกันถ้วนหน้า

ที่น่าสนใจ คือมีกิจการบริเวณชายหาดทั่วภูเก็ตที่ทำเงินได้ดีมากคือ บีช คลับ ซึ่งมีร้านอาหาร บาร์เหล้า และสระน้ำใหญ่ ไว้บริการให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสำราญ โครงการเหล่านี้เจ้าของกิจการเป็นชาวต่างประเทศที่หลบเลี่ยงภาษีเก่งทั้งนั้น

ที่น่าทึ่งมากคือ บีช คลับ ที่เปิดในเรือขนาดใหญ่พอควรตั้งอยู่กลางทะเลอันดามัน ห่างจากหน้าหาดป่าตองประมาณ 1,000 เมตร เปิดบริการ 4 – 5 เดือน ในหน้าท่องเที่ยวมาติดต่อกันหลายปีแล้ว ซึ่งพอจะสังเกตเห็นได้ชัดว่ากิจการบีช คลับ ไม่มีการเสียภาษีให้กรมสรรพากรอย่างตรงไปตรงมาแน่

ก็อยากฝากคำถามว่า ท่านอธิบดีสรรพากรเคยได้รับรู้รายได้จากกิจการเหล่านี้บ้างไหม ช่วยโชว์ธรรมาภิบาลด้วยการเปิดเผยรายได้จากบีช คลับ ที่ภูเก็ตให้ประชาชนได้รู้เห็นบ้างจะได้ไหม แต่โอกาสที่จะมีคณะที่นำโดย มท.2 มาตรวจกิจการสีเทาเหมือนกระทรวงมหาดไทย คงไม่เกิดขึ้นในกระทรวงการคลัง เพราะที่นั่นไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการแม้แต่คนเดียว

อย่าปล่อยให้คนไทยไร้ที่ทำกิน และรัฐต้องขาดรายได้จนโงหัวไม่ขึ้นอย่างนี้เลยครับ.