วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม 2569

Login
Login

งบประมาณปี 2570 เดิมพันเปลี่ยนผ่านที่ไทยแพ้ไม่ได้

มีผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่ง ได้เคยให้ผู้เขียนวิเคราะห์ถึงร่างงบประมาณปี 2570 และเมื่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ผ่านการพิจารณาวาระ 1 ของสภาผู้แทนฯ แล้ว ผู้เขียนจึงขออนุญาตวิเคราะห์ดังนี้

ในภาพใหญ่ตัวเลขการคลังดูดีขึ้น จากการขาดดุลที่ลดลงเหลือ -3.8% ของ GDP จาก -4.3% ในปีก่อน ทว่าเมื่อผู้เขียนเจาะลึกลงไป กลับพบสองสัญญาณที่น่ากังวล คือหนี้สาธารณะที่ยังเร่งตัว และงบลงทุนที่ถูกตัดลงอย่างรุนแรง

การที่ขาดดุลแคบลงมาจากรายได้ที่โต 2.7% สู่ 3.00 ล้านล้านบาท ขณะที่รายจ่ายแทบทรงตัวที่ 3.79 ล้านล้านบาท (+0.2%) แต่หนี้สาธารณะกลับเร่งขึ้นถึง 2.0% percentage point สู่ 66.8% ของ GDP (ข้อมูลล่าสุด เม.ย. 2026) สะท้อนความเสี่ยงหนี้สาธารณะในระดับสูงและเร่งตัวขึ้นต่อ

รากของปัญหาคือ เศรษฐกิจไทยโตต่ำมาตลอด (GDP รวมเงินเฟ้อหรือ NGDP ที่โตเพียงประมาณ 3%) ซึ่งทำให้รายได้รัฐโตต่ำ ขณะที่รายจ่ายภาครัฐสูงกว่ารายได้ต่อเนื่องนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง โดยรายได้ล่าสุดอยู่ที่ 14.6% ของ GDP ขณะที่รายจ่ายยังสูงถึง 18.4%

ช่องว่างที่กว้างขนาดนี้ ผสมกับ NGDP ที่โตต่ำเพียงราว 3% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าจังหวะการก่อหนี้ ทำให้หนี้ยังไต่ระดับต่อเนื่องจาก 41.4% ก่อนโควิด สู่ 60.15% และแตะ 66.8% ในปัจจุบัน จ่อใกล้เพดาน 70%

จุดที่ผู้เขียนกังวลที่สุดคือ “องค์ประกอบ” ของรายจ่าย เพราะการที่รายได้โตนำรายจ่ายส่วนหนึ่งเป็นผลจากการตัดงบลงทุนอย่างรุนแรง โดยงบลงทุนลดลง 8.4% เหลือเพียง 7.89 แสนล้านบาท หรือ 20.8% ของวงเงินรวม สวนทางกับงบประจำที่เพิ่ม 5.0% สู่ 2.79 ล้านล้านบาท (73.6% ของวงเงิน)

สอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาวที่สัดส่วนงบประจำต่องบรวมเพิ่มจาก 56.3% ในปี 1998 สู่ 73.6% ในปัจจุบัน

งบประจำที่พองตัวนี้มาจากภาระผูกพันที่เร่งขึ้นจาก 36.2% ของงบในปี 2561 สู่ 44.3% ในปี 2570 ขณะที่งบบริหารทั่วไปสูงถึง 25.3% ของวงเงินรวม (ซึ่งเกือบ 90% เป็นงบบุคลากร) และภาระชำระคืนต้นเงินกู้ประมาณ 4.0%

ทั้งหมดเบียดบังพื้นที่การคลัง (fiscal space) สำหรับการลงทุนให้แคบลง จนงบลงทุนกลายเป็นรายการที่ “ตัดได้ง่ายที่สุด” ซึ่งในระยะยาวย่อมบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ (potential growth)

อีกคำอธิบายหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจ คือความเป็นไปได้ที่รัฐยอมตัดงบลงทุนในงบ เพราะมุ่งหวังจะย้ายการลงทุนด้านพลังงานออกไปไว้นอกงบผ่านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะก้อนหลัง 2 แสนล้านบาทซึ่งเป็นแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน (energy transition) ที่มีลักษณะเป็นการลงทุนจริง

ข้อสังเกตนี้มีน้ำหนักขึ้นเมื่อล่าสุด (5 ก.ค.) กระทรวงคมนาคมเตรียมชงงบ 24,000 ล้านบาทเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นพลังงานไฟฟ้า 80,000 คัน จากเงินกู้ก้อนนี้ เข้าคณะกรรมการกลั่นกรองฯ กลางเดือนกรกฎาคม

ในด้านบวก วงเงินดังกล่าวช่วยเติมการลงทุนให้เศรษฐกิจได้จริงในภาวะที่งบลงทุนในงบถูกตัด อย่างไรก็ตาม การพึ่งเงินกู้นอกงบประมาณมากขึ้น ก็จะเป็นอีกแรงหนึ่งที่ผลักดันให้หนี้สาธารณะสูงขึ้นอีก

ในเมื่อหนี้จ่ออยู่ที่ 66.8% แล้ว การก่อหนี้นอกกรอบปกติจึงลดทอนความยั่งยืนทางการคลัง อีกทั้งยังทำให้ตัวเลขขาดดุลในงบที่ “ดูดีขึ้น” ไม่สะท้อนภาระที่แท้จริงของภาครัฐทั้งหมด

ที่สำคัญ ผู้เขียนมองว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งนี้มีความหมายไกลกว่าเรื่องงบประมาณ เพราะโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ทั้ง

(1) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสู่พลังงานสะอาด

(2) ภาวะหนี้สาธารณะทั่วโลกที่พุ่งสูงจนบีบพื้นที่การคลังของแทบทุกประเทศ และ

(3) กระแสการลงทุนโลกครั้งใหม่ที่ไหลเข้าสู่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง

ไทยจึงต้องการการลงทุนขนานใหญ่เพื่อไม่ให้ตกขบวน และหากเราสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดได้สำเร็จ ก็จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ช่วยดึงดูดให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI และเซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor) ของโลก

ซึ่งล้วนต้องการพลังงานสะอาดปริมาณมหาศาล นั่นคือประตูสู่ new S-curve ที่จะยกระดับการเติบโตของเศรษฐกิจ และเมื่อฐานรายได้ขยายตัวเร็วขึ้น ข้อจำกัดด้านงบประมาณและหนี้ที่กล่าวมาข้างต้นก็จะคลี่คลายลงตามไปด้วย

แต่หากทำไม่สำเร็จ ไทยก็เสี่ยงตกอยู่ในหล่มของ “โตต่ำ คนแก่ หนี้สูง การผลิตล้าหลัง” ที่การลงทุนไม่พอ ผลิตภาพไม่ขยับ ประชากรสูงวัยเร่งภาระการคลัง และหนี้ไต่ระดับจนสุดท้ายอาจหลุดจากเวทีการแข่งขันของโลก

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้เขียนเห็นว่าการลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งนี้ ไม่ใช่แค่รายการงบประมาณ แต่คือเดิมพันเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยแพ้ไม่ได้

ทั้งนี้ ความเสี่ยงเฉพาะหน้าที่ผู้เขียนให้น้ำหนักมากที่สุดคือความไม่แน่นอนทางกฎหมายของเงินกู้ก้อนนี้ โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ว่า พ.ร.ก.ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ หากถูกตีตก รัฐจะสูญเสียเครื่องมือลงทุนนอกงบ

ในขณะที่ได้ตัดงบลงทุนในงบไปแล้ว จนการลงทุนภาครัฐลดลงเป็นสองเด้ง ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมทั้งแรงส่งเศรษฐกิจและโอกาสในการเปลี่ยนผ่านของโลกในครั้งนี้

การคลังไทยที่เสี่ยงขึ้น โลกพลังงานที่กำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน และกระแสการลงทุนโลกครั้งใหญ่ที่กำลังมา ทั้งหมดนี้เป็นเดิมพันที่ไทยจะแพ้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่