สัปดาห์ที่แล้วสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างงบประมาณรายจ่ายประจําปี พ.ศ. 2570 ด้วยเสียงข้างมาก ท่ามกลางข้อท้วงติงและคำถามมากมายจากฝ่ายค้าน ในความเห็นผม งบประมาณปี 2570 เป็นงบแบบหลังพิงฝาจริงๆและเผยให้เห็นข้อจำกัดมากมายที่ประเทศเรามี
จากที่รัฐต้องใช้ทรัพยากรการคลังทุกอย่างที่มีเพื่อให้งบนี้เกิดขึ้นภายใต้ข้อบังคับของกฎหมายว่าด้วยวินัยการคลัง จนแทบไม่มีพื้นที่นโยบายเหลืออยู่สําหรับอนาคต งบปี 70 จึงไม่ใช่งบที่จะเปลี่ยนประเทศ แต่เป็นงบที่ใช้ทุกอย่างที่ประเทศมีเพื่อให้ระบบที่มีในปัจจุบันอยู่ต่อไปได้ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
งบประมาณปี 2570 มีรายจ่าย 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มเพียง 7.4 พันล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 จากปีก่อน เป็นงบขาดดุล คือรายได้รัฐไม่พอรายจ่าย ต้องกู้เพิ่มอีก 788 พันล้านบาทเพื่อชดเชยการขาดดุล ทำให้อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะเพิ่มเป็นร้อยละ 69.36 ของจีดีพี ใกล้แตะเพดานหนี้ที่ร้อยละ 70
ด้านรายได้ประมาณว่าจะเพิ่ม 2.7 เปอร์เซ็นต์ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวระหว่างร้อยละ 1.8-2.7 โดยไม่มีมาตรการภาษีใหม่ ส่วนรายจ่าย ประมาณร้อยละ 74 จะเป็นรายจ่ายประจำที่รวมเงินเดือนข้าราชการ สิทธิประโยชน์ เงินบำนาญ รายจ่ายดอกเบี้ย และการใช้จ่ายด้านสวัสดิการ เฉพาะรายจ่ายดอกเบี้ยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 12 ของรายได้รัฐ หรือ ร้อยละ 1.8 ของจีดีพี
งบชําระคืนเงินต้นเงินกู้ในงบปี70 ก็มากถึง 151 พันล้านบาท ซึ่งเข้าใจว่าส่วนใหญ่รัฐคงเลือกที่จะต่ออายุ ทั้งหมดทำให้งบลงทุนภาครัฐเหลือเพียงร้อยละ 20.7 ของรายจ่าย คือ 788 พันล้านบาท เท่ากับวงเงินที่จะกู้เพิ่ม ชี้ว่ารายได้ทั้งหมดที่รัฐบาลหาได้หมดไปกับรายจ่ายประจํา
หลายคนคงมีคําถามในใจว่าทําไมรัฐไม่กู้เพิ่มเพื่อขยายวงเงินเพื่อการลงทุน คําตอบคือคงอยากทําแต่ทําไม่ได้เพราะเงื่อนไขเพดานหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 70 และ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะที่กำหนดให้การกู้เงินในงบประมาณแต่ละปีต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของงบรายจ่ายบวกร้อยละ 80 ของงบชําระหนี้เงินต้น
ดังนั้น ถ้ารัฐต้องการเพิ่มรายจ่ายลงทุนโดยกู้เงินเพิ่ม 1. เพดานหนี้สาธารณะจะต้องเพิ่มซึ่งเสี่ยงต่อการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ 2. รัฐจะใช้เงินกู้ได้เพียงร้อยละ 20 ถ้าจะลงทุนเพิ่ม ส่วนที่เหลือต้องหาเองด้วยการขึ้นภาษีหรือตัดรายจ่ายด้านอื่นซึ่งทั้งสองเรื่องนักการเมืองบ้านเราจะไม่ทํา
นี่คือทําไมงบปี 70 จึงเพิ่มขึ้นน้อยมากจากปีก่อน และถ้าไม่ทําอะไร การคลังของประเทศก็เสี่ยงที่จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
งบประมาณแผ่นดินคือ เครื่องมือที่นักการเมืองใช้บริหารทรัพยากรที่ประเทศมี คือ เงินภาษีของประชาชนเพื่อให้ประเทศเจริญ ในแง่นโยบายสาธารณะ มีการเปรียบงบประมาณแผ่นดินว่าไม่ต่างกับอัตชีวประวัติที่ผู้เขียนคือรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าต้องการทําอะไรที่เข้ามาบริหารประเทศ คิดอย่างไร กลัวอะไร ให้คุณค่ากับสิ่งไหน
และให้ความสําคัญกับเรื่องอะไรที่พร้อมจะใช้เงินภาษีประชาชนทุกบาททุกสตางค์ ทั้งเงินในวันนี้และอนาคตเพื่อให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น งบประมาณจึงสะท้อนปัญหาที่ประเทศมีและความคิดของผู้นำว่าจะแก้ไขอะไรอย่างไรหรือไม่แก้อะไร ซึ่งประเทศเราก็คงไม่ต่าง
ดังนั้น ถ้าเราจะถามนักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่รู้จักประเทศไทยเลย เห็นแต่เพียงงบประมาณรัฐบาลปี 70 และถามเขาว่าคุณคิดอย่างไรกับประเทศนี้ ผมคิดว่าคําตอบที่เขาจะให้คงไม่หนีสี่เรื่องนี้
1. ประเทศมุ่งแต่บริหารสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่าที่จะเตรียมตัวสําหรับอนาคต งบประมาณไม่สะท้อนว่าประเทศมีเจตจำนง เป้าหมาย หรือ Mission ที่ต้องการทําให้สำเร็จในแง่การระดมทรัพยากรหรือการนําพาประเทศ ตรงข้ามสิ่งที่เห็นคือการให้ความสำคัญกับภาระและข้อผูกพันต่างๆที่รัฐมีในปัจจุบัน โดยพยายามทําอย่างทั่วถึงและระมัดระวังเพื่อไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่
2. ข้อจํากัดของประเทศไม่ใช่เรื่องเงิน ประเทศมีความสามารถที่จะกู้เพิ่มได้ถ้าเป็นโครงการลงทุนที่ดี สามารถเก็บภาษีเพิ่มได้เพราะฐานภาษีปัจจุบันแคบและอัตราส่วนของรายได้ภาษีต่อจีดีพีตํ่าที่ร้อยละ 17 เทียบกับอัตราเฉลี่ยร้อยละ 18-21 ของเศรษฐกิจในระดับเดียวกัน
แต่รัฐเลือกไม่ทํา ไม่ลงทุน ไม่เก็บภาษีเพิ่ม พร้อมที่จะอยู่แบบนี้กับระบบปัจจุบัน จนการคลังของประเทศตึงมือและเสี่ยงที่นโยบายการคลังจะไม่สามารถทําหน้าที่นโยบายเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. งบประมาณปี 70 ชี้ว่าเงินส่วนใหญ่หมดไปกับภาระและข้อผูกพันที่เป็นผลจากการตัดสินใจในอดีต ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ รายจ่ายระบบราชการที่ใหญ่ไม่ว่าเงินเดือน สิทธิประโยชน์ สวัสดิการ บำนาญ โครงการใช้จ่ายที่ผูกผันข้ามปี เงินอุดหนุน รวมถึงค่าบำรุงรักษาในระบบราชการ
เงินเหล่านี้กินพื้นที่งบประมาณแผ่นดินจนเหลือเงินน้อยที่จะลงทุน ตัวอย่างเช่น งบชําระดอกเบี้ยที่มีสัดส่วนสูงที่ต้องจ่าย นี่คือความสูญเปล่าต่อเศรษฐกิจที่เป็นผลจากการตัดสินใจในอดีต แต่ละปีประเทศต้องใช้งบประมาณชําระดอกเบี้ยโดยไม่ได้อะไรใหม่คืนให้กับเศรษฐกิจ เช่น ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้นทุนที่สูงที่มาจากการกู้เงินและใช้เงินกู้ในอดีต
4. การไม่ยอมเปลี่ยน เช่น ปฏิรูปภาษี ลดขนาดข้าราชการ รื้อระบบการทํางบประมาณใหม่ ทําให้ประเทศต้องบั่นทอนความเข้มแข็งของตัวเองไปเรื่อยๆ ทั้งความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศ สมรรถนะและความสามารถของระบบราชการ
และความไว้วางใจที่ประชาชนและนักลงทุนมีต่อภาครัฐ เพียงเพื่อรักษาสิ่งที่มีอยู่หรือดุลยภาพในปัจจุบันเอาไว้ ผลคือ ปัญหาที่มีไม่มีการแก้ไข ทิ้งไว้แต่ภาระหนี้ให้กับลูกหลานหรือคนรุ่นต่อไป
นี่คือความรู้สึกของคนที่มองเข้ามาจากข้างนอก ซึ่งผมเห็นด้วย ที่บอกเราว่า งบปี 70 ไม่ใช่ภาพสะท้อนการบริหารประเทศของรัฐบาลปัจจุบัน แต่สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ของทางเลือกและการตัดสินใจที่ประเทศได้ทํามาตั้งแต่ในอดีต เป็นกรรมที่ทําซํ้ามาต่อเนื่องหลายสมัย จนทําให้การคลังของประเทศปัจจุบันตึงมือ และจะไม่สามารถแบกรับภาระหนักที่สะสมมาได้อีกต่อไป ถ้าไม่มีการแก้ไข
ในทุกสังคม วันหนึ่งก็ต้องเจอปัญหาลักษณะนี้ ที่ระบบ สถาบันราชการ และสิ่งที่ปฏิบัติกันมายาวนานไม่สามารถแบกรับภาระที่สะสมมาจากการตัดสินใจในอดีต ขณะที่สิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ไม่ตรงกับสิ่งที่ประเทศและสังคมควรมีเพื่ออนาคต
ดังนั้น งบปี 70 อาจกําลังบอกเราว่าประเทศไทยได้มาถึงจุดนั้นแล้วที่ต้องเปลี่ยน และความท้าทายของเราไม่ได้อยู่ที่เงินหรือขาดทรัพยากร แต่อยู่ที่ความกล้าที่จะเปลี่ยนหรือปรับตัว


