วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

ดูบุคลิกภาพ ก่อนดูความเก่ง

คงเจอกันมาบ้างว่า คนเก่งวันรับเข้ามาทำงาน กลายเป็นมนุษย์เจ้าสารพัดปัญหาหลังจากทำงานด้วยกันไปได้ไม่นาน เก่งและดีอยู่แค่ช่วงทดลองงาน หลังจากนั้นกลายเป็นมารร้ายขององค์กร 

วันนี้ใครๆ ก็พูดว่าเราต้องสรรหาคนเก่งที่พร้อมทำงานด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่มาร่วมงาน เลยจ้องหาแต่คนเก่ง คนพร้อมใช้งานเทคโนโลยีใหม่ แค่พูดรู้เรื่อง ใช้ AI เก่ง ก็มักจะเชิญมาร่วมงาน แต่ยิ่งเก่งยิ่งทันสมัย ยิ่งต้องดูอย่างจริงจังว่า “เมื่อรับเข้ามาแล้ว คนๆ นี้จะทำงานร่วมกันได้ดีอย่างต่อเนื่องหรือไม่?”

งานวิจัยด้านจิตวิทยาองค์การ (Organizational Psychology) ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า บุคลิกภาพ (Personality) เป็นหนึ่งในตัวทำนายที่ดีที่สุดของผลการปฏิบัติงาน ความสามารถในการเป็นผู้นำ การทำงานร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาภายในองค์กร

บุคลิกภาพไม่ได้บอกว่า “ใครเก่งกว่าใคร” แต่บอกว่า “ใครเหมาะกับงานแบบไหน” และ “ใครจะอยู่กับเราได้อย่างไร้ปัญหา” 

บุคลิกภาพที่จำแนกกันโดยทั่วไปมีอยู่ห้าแบบ

1.Conscientiousness เทียบให้ได้ความหมายกับการงานได้ว่าเป็น ความรับผิดชอบและมีวินัยในการทำงาน

2.Extraversion เทียบให้ได้ความว่า พลังในการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์

3.Openness เทียบความหมายเกี่ยวกับการงานได้เป็น ความเปิดกว้างต่อการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลง 

4.Agreeableness เทียบเคียงได้กับ ความร่วมมือและการทำงานกับผู้อื่น

5.Neuroticism ใกล้เคียงกับ ความมั่นคงทางอารมณ์ (Emotional Stability)

แต่ก่อนแยกแยะได้ยากว่าใครเป็นแบบไหน บางองค์กรเลยอาศัยซินแสมาช่วยดูให้ แต่สมัยนี้เราแยกแยะบุคลิกภาพได้ง่ายกว่าแต่ก่อน

ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ CV/Resume วิเคราะห์ใบสมัครงาน รวมถึงใช้ช่วยในการตั้งประเด็นคำถามในการสัมภาษณ์ ใช้ AI ช่วยกำหนดฉากทัศน์การงานต่าง ๆ ให้ผู้ที่มาสมัครงานได้แสดงความเห็น ข้อมูลที่ได้จากสรรพสิ่งนี้ AI ช่วยแยกแยะได้ว่า ใครคนไหนมีแนวโน้มที่จะมีบุคลิกภาพแบบใดบ้าง

ถ้าจะอาศัยบุคลิกภาพเป็นข้อมูลหนึ่งในการตัดสินใจว่าจะเลือกใครมาทำงาน หรือจะทำงานร่วมกับใคร งานวิจัยที่สะสมกันมาหลายสิบปี ยืนยันว่าบุคลิกภาพใดที่ส่งผลต่อผลการทำงานมากที่สุด คือ Conscientiousness หรือ ความรับผิดชอบ ความมีวินัย

คนกลุ่มนี้ทำงานรอบคอบ เชื่อถือได้ งานการจึงสำเร็จได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ ถ้าเป็นงานปฏิบัติการต้องเลือกคนกลุ่มนี้ก่อนเลือกคนเก่ง เช่นเดียวกับงานด้านคุณภาพ และการกำกับดูแล ไปจนกระทั่งงานบัญชี

ถ้าจะเลือกใครมาเป็นกัปตันทีม มาเป็นผู้นำ อย่าเร่งสรุปว่า “คนที่ทำงานเก่งที่สุด ควรเป็นหัวหน้าคน” ผู้นำที่มีประสิทธิผลมักมีบุคลิกภาพสำคัญ 4 ประการ

1.มีความมั่นคงทางอารมณ์

2.มีความเป็นคนเปิดกว้างต่อการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลง

3.มีความสามารถในการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ 

4.มีความรับผิดชอบและมีวินัยในการทำงานสูง ถ้าใครมีหัวหน้าใหญ่ที่เช้าสุขุม บ่ายวูบวาบ เย็นตลกขบขัน คงตระหนักดีว่าทำงานด้วยยากลำบากยิ่งนัก

อาจจะเคยพบเจอพฤติกรรมที่เป็นปัญหากับองค์กร จนเสียเวลาการงานไปกับการจัดการสารพัดเรื่องที่ไม่ควรจะเสีย เช่น การฝ่าฝืนนโยบาย การทำงานผิดพลาดซ้ำ ๆ การสร้างความขัดแย้งในทีม การขาดงาน รวมไปถึง การละเมิดจริยธรรม

งานวิจัยพบว่า ถ้าดูบุคลิกภาพกันให้ดีก่อนจะให้มาทำงานด้วยกัน จะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้มาก 

  • เลือกคนที่มี Conscientiousness สูง ซึ่งมักเคารพกฎ ระมัดระวัง และควบคุมตนเองได้ดี 
  • เลือกคนที่มี Agreeableness สูง มักจะมีร่วมมือกับผู้อื่น มีการรับฟังความคิดเห็น ที่จะช่วยลดความขัดแย้งในทีมลงได้ 
  • อย่าเลือกคนที่มี Neuroticism สูง เพราะมีแนวโน้มตอบสนองต่อความเครียดด้วยอารมณ์มากกว่าการใช้เหตุผล ทำให้การตัดสินใจภายใต้แรงกดดันมีความผันผวนมากจนสร้างสารพัดความเสี่ยงขึ้นมาได้ 

อุตส่าห์เลือกคนเรียนสูง หน้าตาท่าทางดี มาดูงานขายไฮเทค แต่บังเอิญไม่ได้ดูว่า มี Neuroticism สูง ท่านเลยขายตามใจ ยอดขายขึ้นบ้าง ลงบ้าง สุดแล้วแต่อารมณ์ กฎกติกาตามหลังความชอบ พอใจก็ทำ ไม่พอใจก็ตะแบง

ปัจจุบัน ความได้เปรียบในการแข่งขันเกิดจาก คุณภาพของคน ทักษะบอกว่า คนคนนั้นทำอะไรได้ ประสบการณ์บอกว่า เขาเคยทำอะไรมาบ้าง แต่บุคลิกภาพบอกว่า เมื่อเข้ามาอยู่ในองค์กรแล้ว เขามีแนวโน้มจะทำงานอย่างไรในระยะยาว ระวังจะเจอเก่งและดีไม่กี่วัน แต่เป็นมารร้ายยาวนานนับปี.