วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน 2569

Login
Login

ประเทศเล็ก-กลางจะต้องเลือกข้าง (3)

ประเทศขนาดเล็กเช่นไทยต้องการมีอธิปไตยอย่างเต็มภาคภูมิ ไม่ต้องการถูกบังคับให้ฝักใฝ่ฝ่ายใดในเชิงนโยบายและการแสดงความเห็นในทางวิชาการ ก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่า นโยบายต่างประเทศที่เหมาะสมที่สุดคือ ต้อง “เป็นกลาง” ไม่เข้าข้างสหรัฐหรือจีน

แล้วทำไมนักรัฐศาสตร์ Michael Beckley จึงมองตามต่างมุมว่า ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กจะไม่สามารถเป็นกลางได้ และการรวมตัวกันขึ้นมาเพื่อสร้างแนวร่วมและอำนาจต่อรองกับสหรัฐและจีนก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ โดยให้เหตุผลดังนี้

1.ในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา ระบบการค้าและการลงทุนที่เปิดและเสรีให้ประโยชน์สูงสุดกับประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยไม่จำเป็นต้อง “เลือกข้าง” แต่อย่างใด แต่มาวันนี้ทั้งสหรัฐและจีนต่างก็เป็นมหาอำนาจที่มีศักยภาพใกล้เคียงกันและมีผลประโยชน์ที่ทับซ้อนกันอย่างมาก

(ตอนที่สหรัฐ “ขับเคี่ยว” กับสหภาพโซเวียตนั้น เศรษฐกิจสหภาพโซเวียตใหญ่เพียงครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจสหรัฐ และสหภาพโซเวียตไม่เคยมีศักยภาพด้านใดด้านหนึ่งเหนือกว่าสหรัฐเลย) จึงกดดันให้ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กต้องเลือกข้างอย่างที่จะปฏิเสธได้ยาก

2.สหรัฐและจีนต้องการควบคุมกลไกต่างๆ ของเศรษฐกิจโลกและห่วงโซ่อุปทานอย่างเบ็ดเสร็จ เช่น สหรัฐต้องการควบคุมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) และเอไอ จีนต้องการควบคุมแร่หายากและเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมก้าวหน้า เช่น รถอีวี พลังงานสะอาด ดังนั้น สหรัฐจึงกดดันเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่นและไต้หวัน ไม่ให้ขายอุปกรณ์และสินค้าบางชนิดให้กับจีน ในที่สุดทั้ง 3 ประเทศก็ยอมทำตาม

3.ในอีกด้านหนึ่ง จีนก็ได้ “ลงโทษ” ญี่ปุ่น ที่นายกรัฐมนตรีใช้คำพูดเกี่ยวกับไต้หวันที่ทำให้จีนไม่พอใจ โดยทำให้มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปญี่ปุ่นลดน้อยลง ในทำนองเดียวกัน จีนก็เคย “ลงโทษ” เกาหลีใต้และออสเตรเลียที่มีนโยบายที่ทำให้จีนไม่พอใจ แม้ว่าประเทศดังกล่าวต่างมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงเฉพาะด้าน แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกกดดันที่มีแต่จะเพิ่มขึ้นจากทั้งสหรัฐและจีนในอนาคตได้

4.ในความเห็นของ Beckley นั้น ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กจะไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างแนวร่วมหรือรวมกลุ่มกัน ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังต่อไปนี้

(1.) หากนำประเทศขนาดกลางที่ใหญ่ที่สุด 13 ประเทศ เช่น บราซิล อียิปต์ อินเดีย อินโดนีเซีย ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ เวียดนาม ฯลฯ มารวมกันก็ยังจะมีจีดีพีรวมกันไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจีดีพีสหรัฐ และไม่ถึง 40% ของการบริโภคของสหรัฐ

การรวมตัวกันของประเทศที่ห่างไกลกัน และมีผลประโยชน์ที่แตกต่างกันอย่างมากนั้น ย่อมไม่สามารถนำมาซึ่งการสร้างแนวร่วมและการทำนโยบายที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

(2.) แม้กระทั่งกลุ่ม BRICS ที่มีจีนเป็นสมาชิก (ซึ่งจีดีพีคิดเป็น 60% ของจีดีพีของกลุ่ม BRICS ทั้งหมด) ก็ยังไม่สามารถตกลงเพื่อที่จะออกแถลงการณ์ร่วมกันในการประณามสหรัฐและอิสราเอลที่โจมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่ม BRICS โดย Beckley บอกว่า BRICS เป็นเพียงการประชุมกันเพื่อระบายความคับข้องใจ (Grievance Caucus)

(3.) สำหรับอาเซียนนั้น Beckley บอกว่า ประเทศสมาชิกมีผลประโยชน์ที่แตกต่างกันอย่างมาก คือเวียดนามและฟิลิปปินส์จะเกรงกลัวจีนมากที่สุด ในขณะที่ลาวและกัมพูชาจะใกล้ชิดและพึ่งพาจีนมากที่สุด ส่วนอินโดนีเซียต้องการเป็นเอกเทศมากที่สุด ส่วนสิงคโปร์ต้องการระมัดระวังตัวเองมากที่สุด ในขณะที่เมียนมาร์กำลังเผชิญกับสงครามกลางเมือง (Beckleyไม่ได้กล่าวถึงไทยกับกัมพูชา)

5.การรวมกลุ่มกันนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องการให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญๆ ทางนโยบายทั้งหมด การรวมกลุ่มกันที่มีประสิทธิผลสูงสุดจะต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในกรอบแคบ เช่น การรวมตัวกันของกลุ่มโอเปก เพื่อลดกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แต่แม้กระทั่งโอเปกก็ยังกำลังประสบปัญหาอย่างมากในปัจจุบัน

6.การคิดไปพึ่งพิงสหภาพยุโรปให้เป็นแกนนำที่ 3 ให้เป็นทางเลือกที่ไม่ใช่จีนหรือสหรัฐนั้น เป็นไปได้ยาก เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจสหภาพยุโรปกำลังตกต่ำลง

ตัวอย่างเช่น จีดีพีของสหภาพยุโรปเคยใหญ่กว่าจีดีพีของสหรัฐในปี 2008 แต่มาวันนี้มีขนาดไม่ถึง 70% ของจีดีพีสหรัฐ บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก 50 บริษัทแรก (วัดจากมูลค่าของหุ้น) เป็นบริษัทยุโรปเพียง 4 บริษัท เป็นบริษัทสหรัฐ 30 บริษัท 

ที่สำคัญคือ ในช่วงที่ผ่านมา สหภาพยุโรปใช้ทรัพยากรด้านความมั่นคงเพียง 2% ของจีดีพี (เพราะไปพึ่งพาสหรัฐ แต่จากนี้ไปจะไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐได้) และใช้เงินถึง 25% ของจีดีพีในการทำรัฐสวัสดิการ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 50% ของเงินที่ใช้เพื่อการทำรัฐสวัสดิการของทุกประเทศในโลก แม้ว่าประชากรสหภาพยุโรปจะมีสัดส่วนเพียง 5% ของประชากรโลก

ดังนั้น จึงจะไม่มีศักยภาพในการเป็น “ทางเลือก” เพราะมีปัญหาแม้กระทั่งการให้ความช่วยเหลือทางการทหารที่เพียงพอให้กับยูเครน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับความมั่นคงของยุโรป

ดังนั้น ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กจึงต้องตัดสินใจว่า จะเลือกสหรัฐหรือจีน และเมื่อเลือกแล้วก็พยายามสร้างแนวร่วมและตั้งกลุ่มเพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับประเทศมหาอำนาจดังกล่าวย่อมจะสามารถทำได้

ในกรอบความคิดดังกล่าว Beckley บอกว่า ประเทศต่างๆ ควรเลือกสหรัฐมากกว่าจีน เพราะสหรัฐเป็นประเทศประชาธิปไตย มีสังคมและการเมืองที่เปิด ทำให้ประเทศคู่ค้าและพันธมิตรจะสามารถสร้างแนวร่วมในการล็อบบี้นักการเมืองสหรัฐได้ง่ายกว่าการจะทำอย่างเดียวกันในประเทศจีนที่มีระบบการปกครองที่ปิด

จริงอยู่ สหรัฐกำลังมีนโยบายกีดกันการค้าและเรียกร้องผลประโยชน์จากประเทศคู่ค้ามากขึ้น ในขณะเดียวกัน แม้ว่าจีนจะมีเงินกู้ให้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็ต้องระวังการตกเป็นหนี้และความเสียเปรียบด้านสินค้าอุตสาหกรรม นอกจากนั้น ตลาดบริโภคของจีนมีขนาดเพียง 40% ของตลาดสหรัฐ

Beckley แนะนำว่า ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กควรทำตัวให้เป็นประโยชน์ที่สหรัฐขาดไม่ได้ (indispensable) เช่น ญี่ปุ่นเป็นที่พึ่งให้กับสหรัฐ ทั้งในด้านการทหาร อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

กล่าวคือ ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่ช่วยทำให้สหรัฐคานจีนและรักษาผลประโยชน์ของตัวเองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ออสเตรเลีย โปแลนด์ ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ก็กำลังทำตัวเองให้เป็นประโยชน์กับสหรัฐ ในทำนองเดียวกัน